01-285 พัทธจักร เอกมูลกนัย



พระไตรปิฎก


พัทธจักร เอกมูลกนัย
{๒๖๘} [๒๑๑] ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข้าพเจ้าเข้าตติยฌานและจตุตถฌานแล้ว
ด้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ข้าพเจ้าเข้าตติยฌานและอรหัตตผลแล้ว … ข้าพเจ้าเข้า
อยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว … ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ตติยฌานและอรหัตตผล …
ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ … ข้าพเจ้าทำตติยฌานและอรหัตตผลให้แจ้งแล้ว … ต้อง
อาบัติปาราชิก ฯลฯ
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข้าพเจ้าเข้าตติยฌานแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง …
ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว … ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ตติยฌาน… ข้าพเจ้า
เป็นผู้ชำนาญ … ข้าพเจ้าทำตติยฌานให้แจ้งแล้ว … ข้าพเจ้าสละราคะแล้ว ฯลฯ
ข้าพเจ้าสละโทสะแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้าสละ คาย พ้น ละ สลัด เพิก ถอนโมหะขึ้นแล้ว …
จิตของข้าพเจ้าปลอดจากราคะ … จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโทสะ … จิตของข้าพเจ้า
ปลอดจากโมหะ … ต้องอาบัติปาราชิก ฯลฯ
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า ข้าพเจ้าเข้าตติยฌานและปฐมฌาน ด้วยอาการ ๓
อย่าง … ข้าพเจ้าเข้าตติยฌานและทุติยฌานแล้ว … ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้
เข้าแล้ว … ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ตติยฌานและทุติยฌาน … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ … ข้าพเจ้าทำ
ตติยฌานและทุติยฌานให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาราชิก ฯลฯ
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้า
ปฐมฌานแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌาน ฯลฯ ตติยฌาน
ฯลฯ และจตุตถ … ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว … จิตของข้าพเจ้า
ปลอดจากโมหะ … ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้จตุตถฌาน … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ … จิตของ
ข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข้าพเจ้าทำจตุตถฌานให้แจ้งแล้ว ต้องอาบัติปาราชิก
[๒๑๒] ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะและข้าพเจ้า
เข้าสุญญตวิโมกข์แล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ข้าพเจ้าเข้าอนิมิตตวิโมกข์ …
อัปปณิหิตวิโมกข์แล้ว … ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว … จิตของข้าพเจ้า
ปลอดจากโมหะ ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้อัปปณิหิตวิโมกข์ … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ … จิต
ของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข้าพเจ้าทำอัปปณิหิตวิโมกข์ให้แจ้งแล้ว ต้องอาบัติ
ปาราชิก ฯลฯ
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะและข้าพเจ้าเข้า
สุญญตสมาธิแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ข้าพเจ้าเข้าอนิมิตตสมาธิ … อัปปณิหิตสมาธิ
แล้ว … ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว … จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ
ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้อัปปณิหิตสมาธิ … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ … จิตของข้าพเจ้าปลอด
จากโมหะ และข้าพเจ้าทำอัปปณิหิตสมาธิให้แจ้งแล้ว ต้องอาบัติปาราชิก ฯลฯ
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะและข้าพเจ้าเข้า
สุญญตสมาบัติแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ข้าพเจ้าเข้าอนิมิตตสมาบัติ …
อัปปณิหิตสมาบัติแล้ว … ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว … จิตของ
ข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้อัปปณิหิตสมาบัติ … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ
… จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข้าพเจ้าทำอัปปณิหิตสมาบัติให้แจ้งแล้ว ต้อง
อาบัติปาราชิก ฯลฯ
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะและข้าพเจ้าเข้า
วิชชา ๓ แล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว …
จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข้าพเจ้าเป็นผู้ได้วิชชา ๓ … ข้าพเจ้าเป็นผู้
ชำนาญ … จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะและข้าพเจ้าทำวิชชา ๓ ให้แจ้งแล้ว …
ต้องอาบัติปาราชิก
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะและข้าพเจ้าเข้า
สติปัฏฐาน ๔ แล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ข้าพเจ้าเข้าสัมมัปปธาน ๔ …อิทธิบาท ๔
แล้ว … ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว …จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ
และข้าพเจ้าเป็นผู้ได้อิทธิบาท ๔ … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ … จิตของข้าพเจ้าปลอด
จากโมหะและข้าพเจ้าทำอิทธิบาท ๔ ให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาราชิก
[๒๑๓] ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และ
ข้าพเจ้าเข้าอินทรีย์ ๕ แล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ข้าพเจ้าเข้าพละ ๕ แล้ว …
ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว …จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และ
ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้พละ ๕ … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ … จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ
และข้าพเจ้าทำพละ ๕ ให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาราชิก
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้า
โพชฌงค์ ๗ แล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว
จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข้าพเจ้าเป็นผู้ได้โพชฌงค์ ๗ … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ
… จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข้าพเจ้าทำโพชฌงค์ ๗ ให้แจ้งแล้ว … ต้อง
อาบัติปาราชิก
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้า
อริยมรรคมีองค์ ๘ แล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้า
แล้ว จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้อริยมรรคมีองค์ ๘ … ข้าพเจ้า
เป็นผู้ชำนาญ … จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข้าพเจ้าทำอริยมรรคมีองค์ ๘
ให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาราชิก
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้า
โสดาปัตติผลแล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง … ข้าพเจ้าเข้าสกทาคามิผล ฯลฯ อนาคามิผล
ฯลฯ อรหัตตผลแล้ว … ข้าพเจ้าเข้าอยู่ … ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าแล้ว … จิตของข้าพเจ้า
ปลอดจากโมหะ และข้าพเจ้าเป็นผู้ได้อรหัตตผล … ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ…จิตของ
ข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข้าพเจ้าทำอรหัตตผลให้แจ้งแล้ว … ต้องอาบัติปาราชิก
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ และข้าพเจ้าสละราคะ
แล้ว ด้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ข้าพเจ้าสละโทสะแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้าสละ คาย
พ้น ละ สลัด เพิก ถอนโมหะขึ้นแล้ว … ต้องอาบัติปาราชิก
ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโมหะ ฯลฯ จิตของ
ข้าพเจ้าปลอดจากราคะ ฯลฯ จิตของข้าพเจ้าปลอดจากโทสะ ด้วยอาการ ๓ อย่าง
ฯลฯ ด้วยอาการ ๗ อย่าง คือ (๑) เบื้องต้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ (๒) กำลัง
กล่าว ก็รู้ว่ากำลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว (๔) อำพราง
ความเห็น (๕) อำพรางความเห็นชอบ (๖) อำพรางความพอใจ (๗) อำพราง
ความประสงค์ ต้องอาบัติปาราชิก
พัทธจักรเอกมูลกนัย จบ
{๒๖๙} แม้พัทธจักรทุมูลกนัยเป็นต้นก็พึงให้พิสดารเหมือนพัทธจักรเอกมูลกนัยที่ให้
พิสดารแล้ว
คำที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นพัทธจักรสัพพมูลกนัย

บาลี



รออัพเดต

อรรถกถา


รออัพเดต

สนทนาธรรม

comments

Comments are closed.