27-033 ความร่าเริงบันเทิงใจ



พระไตรปิฎก


๓. สัมโมทมานชาดก (๓๓)
ว่าด้วยความร่าเริงบันเทิงใจ

(นายพรานนกจับนกกระจาบไม่ได้ถูกภรรยาต่อว่า จึงกล่าวว่า)
{๓๓} [๓๓] นกกระจาบทั้งหลายร่าเริงบันเทิงใจ
ช่วยกันบินพาเอาข่ายไปได้
เมื่อใดพวกมันทะเลาะกัน
เมื่อนั้นพวกมันจักมาสู่เงื้อมมือของเรา
สัมโมทมานชาดกที่ ๓ จบ

บาลี



รออัพเดต

อรรถกถา


๓. อรรถกถาสัมโมทมานชาดก
พระศาสดาเมื่อเสด็จเข้าไปอาศัยพระนครสาวัตถี ประทับอยู่ใน
นิโครธาราม ทรงปรารภการทะเลาะกันแห่งพระญาติ จึงตรัสพระธรรมเทศนา
นี้มีคำเริ่มต้นว่า สมฺโมทมานา ดังนี้
การทะเลาะแห่งพระญาตินั้น จักมีแจ้งในกุณาลชาดก. ก็ในกาลนั้น
พระศาสดาตรัสเรียกพระญาติทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า มหาบพิตรทั้งหลาย ชื่อ
ว่าการทะเลาะกัน และกันแห่งพระญาติทั้งหลาย ไม่สมควร จริงอยู่ ในกาล
ก่อนในเวลาสามัคคีกัน แม้สัตว์ดิรัจฉานทั้งหลายก็ครอบงำปัจจามิตร ถึง
ความสวัสดี ในกาลใดถึงการวิวาทกัน ในกาลนั้นก็ถึงความพินาศใหญ่หลวง
ผู้อันราชตระกูลแห่งพระญาติทั้งหลายทูลอ้อนวอนแล้ว จึงทรงนำอดีตนิทานมา
ดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี
พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดนกกระจาบมีนกกระจาบหลายพันเป็นบริวารอยู่ใน
ป่า. ในกาลนั้นพรานล่านกกระจาบคนหนึ่ง ไปยังที่อยู่ของนกกระจาบเหล่านั้น
ทำเสียงร้องเหมือนนกกระจาบ รู้ว่านกกระจาบเหล่านั้นประชุมกันแล้ว จึงทอด
ตาข่ายไปข้างบนนกกระจาบเหล่านั้น แล้วกดที่ชายรอบ ๆ กระทำให้นกกระจาบ
ทั้งหมดมารวมกัน แล้วบรรจุเต็มกระเข้าไปเรือน ขายนกกระจาบเหล่านั้นเลี้ยง
ชีพด้วยมูลค่านั้น. อยู่มาวันหนึ่ง พระโพธิสัตว์กล่าวกะนกกระจาบเหล่านั้น ว่า
นายพรานนกนี้ทำพวกญาติของเราทั้งหลายให้ถึงความพินาศ เรารู้อุบายอย่าง
หนึ่งอันเป็นเหตุให้นายพรานนกนั้นไม่อาจจับพวกเรา จำเดิมแต่บัดนี้ไปเมื่อ
นายพรานนกนี้สักว่าทอดข่ายลงเบื้องบนพวกเรา ท่านทั้งหลายแต่ละตัว จงสอด
หัวเข้าในตาของตาข่ายตาหนึ่ง ๆ พากันยกตาข่ายขึ้นแล้วพาบินไปยังที่ที่ต้องการ
แล้วพาดลงบนพุ่มไม้มีหนาม เมื่อเป็นอย่างนั้น พวกเราจักหนีไปทางส่วนเบื้อง
ล่างโดยที่นั้น. นกกระจาบเหล่านั้นทั้งหมดพากันรับคำแล้ว ในวันที่ ๒ เมื่อ
พรานนกทอดข่ายลงเบื้องบน ก็พากันยกข่ายขึ้นโดยนัยที่พระโพธิสัตว์กล่าวแล้ว
นั่นแหละแล้วพาดลงบนพุ่มไม้มีหนามแห่งหนึ่ง ส่วนตนเองหนีไปทางนั้น ๆ
โดยส่วนเบื้องล่าง. เมื่อพรานนกมัวปลดข่ายจากพุ่มไม้อยู่นั่นแหละ ก็เป็นเวลา
พลบค่ำ. นายพรานนกนั้นจึงได้เป็นผู้มีมือเปล่ากลับไป. แม้จำเดิมแต่วันรุ่งขึ้น
นกกระจาบเหล่านั้นก็กระทำอย่างนั้นนั่นแหละ. ฝ่ายนายพรานนกนั้นเมื่อปลด
เฉพาะข่ายอยู่ จนกระทั้งพระอาทิตย์อัสดง ไม่ได้อะไร ๆ เป็นผู้มีมือ
เปล่าไปบ้าน. ลำดับนั้น ภรรยาของเขาโกรธพูดว่า ท่านกลับมามือเปล่า
ทุกวัน ๆ เห็นจะมีที่ที่ท่านจะต้องเลี้ยงดูข้างนอกแม้แห่งอื่น. นายพรานนก
กล่าวว่า นางผู้เจริญ เราไม่มีที่ที่จะเลี้ยงดูแห่งอื่น ก็อนึ่งแล นกกระจาบ
เหล่านั้นมันพร้อมเพรียงกันเที่ยวไป มันพากันเอาข่าย สักว่าพอเราเหวี่ยงลง
ไปพาดบนพุ่มไม้มีหนาม แต่พวกมันจะไม่ร่าเริงอยู่ได้ตลอดกาลทั้งปวงดอก
เจ้าอย่าเสียใจ เมื่อใด พวกมันถึงการวิวาทกัน เมื่อนั้นเราจักพาเอาพวกมัน
ทั้งหมดมา ทำหน้าของเธอให้ชื่นบานเถิด แล้วกล่าวคาถานี้แก่ภรรยาว่า
นกระจาบทั้งหลายร่าเริงบันเทิงใจพาเอาข่ายไป
เมื่อใดพวกมันทะเลาะกัน เมื่อนั้น พวกมันจักตกอยู่ใน
อำนาจของเรา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยทา เต วิวทิสฺสนฺติ ความว่า ใน
กาลใด นกกระจาบเหล่านั้นมีลัทธิต่าง ๆ กัน มีการยึดถือต่าง ๆ กัน จักวิวาท
กัน คือจักทำการทะเลาะกัน. บทว่า ตทา เอหินฺติ เม วสํ ความว่า
ในกาลนั้นนกกระจาบเหล่านั้นแม้ทั้งหมด จักนาสู่อำนาจของเรา เมื่อเป็น
เช่นนั้น เราจักบนกกระจาบเหล่านั้นมา ทำใบหน้าของเธอให้เบิกบานไว้
นายพรานนกปลอบโยนภรรยาด้วยประการดังกล่าวมาฉะนี้
โดยล่วงไป ๒-๓ วัน นกกระจาบตัวหนึ่งเมื่อจะลงยังภาคพื้นที่หากิน
ไม่ได้กำหนด จึงได้เหยียบหัวของนกกระจาบตัวอื่น. นกกระจาบตัวที่ถูกเหยียบ
หัวโกรธว่า ใครเหยียบหัวเรา เมื่อนกกระจาบตัวนั้นแม้จะพูดว่า เราไม่ได้
กำหนดจึงได้เหยียบ ท่านอย่าโกรธเลย ก็ยังโกรธอยู่นั่นแหละ. นกกระจาบ
เหล่านั้น เมื่อพากันกล่าวอยู่ซ้ำ ๆ ซาก ๆ จึงกระทำการทะเลาะกันว่า เห็นจะ
ท่านเท่านั้นกระมัง ยกข่ายขึ้นได้. เมื่อนกกระจาบเหล่านั้นทะเลาะกัน พระ
โพธิสัตว์คิดว่า ขึ้นชื่อว่าการทะเลาะกันย่อมไม่มีความปลอดภัย บัดนี้แหละ-
นกกระจาบเหล่านั้นจักไม่ยกข่าย แต่นั้นจักพากันถึงความพินาศใหญ่หลวง
นายพรานนกจักได้โอกาส เราไม่อาจอยู่ในที่นี้. พระโพธิสัตว์นั้นจึงพาบริษัท
ของตนไปอยู่ที่อื่น. ฝ่ายนายพรานนก พอล่วงไป ๒-๓ วัน ก็มาแล้วร้อง
เหมือนเสียงนกกระจาบ ซัดข่ายไปเบื้องบนของนกกระจาบเหล่านั้นผู้มาประชุม
กัน. ลำดับนั้น นกกระจาบตัวหนึ่งพูดว่า เขาว่า เมื่อท่านยกข่ายขึ้นเท่านั้น
ขนบนหัวจึงร่วง บัดนี้ ท่านจงยกขึ้น. นกกระจาบอีกตัวหนึ่งพูดว่า ข่าวว่า
เมื่อท่านมัวแต่ยกข่ายขึ้น (จน) ขนปีกทั้งสองข้างร่วงไป บัดนี้ท่านจงยกขึ้น.
ดังนั้น เมื่อนกกระจาบเหล่านั้น มัวแต่พูดว่า ท่านจงยกขึ้น ท่านจงขึ้น นาย
พรานนกมารวบเอาข่าย ให้นกกระจาบเหล่านั้นทั้งหมดมารวมกันแล้วใส่เต็ม
กระเช้า ได้ไปเรือน ทำให้ภรรยาร่าเริงใจ.
พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตรทั้งหลาย ชื่อว่าความทะเลาะแห่ง
พระญาติทั้งหลายไม่ควรอย่างนี้ เพราะความทะเลาะเป็นมูลเหตุแห่งความพินาศ
ถ่ายเดียว แล้วทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาสืบต่ออนุสนธิกันแล้ว ทรงประชุม
ชาดกว่า นกกระจาบตัวที่ไม่เป็นบัณฑิตในครั้งนั้น ได้เป็นพระ-
เทวทัต ส่วนนกกระจาบตัวที่เป็นบัณฑิตในครั้งนั้น ได้เป็นเราแล.
จบสัมโมทมานชาดกที่ ๓

ฟัง อ่าน เรื่องนี้แล้ว รู้สึกอย่างไร ? เชิญ สนทนาธรรมด้านล่างนี้

comments

Comments are closed.