15-230 ภิกษุผู้สาธยายธรรม



พระไตรปิฎก


๑๐. สัชฌายสูตร
ว่าด้วยภิกษุผู้สาธยายธรรม
[๗๘๖] สมัยหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ ณ ราวป่าแห่งหนึ่ง แคว้นโกศล สมัยนั้น
ภิกษุนั้นเมื่อก่อนสาธยายมากจนเกินเวลา สมัยต่อมา ท่านขวนขวายน้อย อยู่เฉย ๆ
ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไป
{๗๘๗} ครั้งนั้น เทวดาผู้สิงสถิตอยู่ในราวป่านั้นไม่ได้ฟังธรรมของ
ภิกษุนั้น จึงเข้าไปหาภิกษุนั้นถึงที่อยู่แล้วได้กล่าวกับภิกษุนั้นด้วยคาถาว่า
ภิกษุ เพราะเหตุไร ท่านเมื่ออยู่ร่วมกับภิกษุทั้งหลาย
จึงไม่สาธยายบทแห่งธรรม เพราะบุคคลฟังธรรมแล้ว
ย่อมเลื่อมใส และสรรเสริญในปัจจุบัน
[๗๘๘] ภิกษุนั้นได้กล่าวคาถานี้ว่า
ความพอใจในบทแห่งธรรมทั้งหลาย
ได้มีแล้วในกาลก่อน จนถึงเวลาที่เรามาอยู่ร่วม
กับบุคคลผู้ปราศจากราคะ
และเพราะตั้งแต่เรามาอยู่ร่วมกับบุคคลผู้ปราศจากราคะ
สัตบุรุษทั้งหลายรู้ทั่วถึงรูป เสียง กลิ่น รส
และโผฏฐัพพะ อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว
จึงได้กล่าวถึงการปล่อยวางอารมณ์นั้น ๆ
สัชฌายสูตรที่ ๑๐ จบ

บาลี



สชฺฌายสุตฺต
[๗๘๖] เอก สมย อฺตโร ภิกฺขุ โกสเลสุ วิหรติ อฺตรสฺมึ
วนสณฺเฑ ฯ เตน โข ปน สมเยน โส ภิกฺขุ ย สุท
ปุพฺเพ อติเวล สชฺฌายพหุโล วิหรติ ฯ โส อปเรน สมเยน
อปฺโปสฺสุกฺโก ตุณฺหีภูโต สกมายติ ๑ ฯ
[๗๘๗] อถ โข ยา ตสฺมึ วนสณฺเฑ อธิวตฺถา เทวตา ตสฺส
ภิกฺขุโน ธมฺม อสุณนฺตี เยน โส ภิกฺขุ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา
ต ภิกฺขุ คาถาย อชฺฌภาสิ
กสฺมา ตุว ธมฺมปทานิ ภิกฺขุ
นาธียสิ ๒ ภิกฺขูหิ สวสนฺโต
สุตฺวาน ธมฺม ลภติปฺปสาท
ทิฏฺเว ธมฺเม ลภติปฺปสสนฺติ ฯ
[๗๘๘] อหุ ปุเร ธมฺมปเทสุ ฉนฺโท
ยาว วิราเคน สมาคมิมฺห
ยโต วิราเคน สมาคมิมฺห
ยงฺกิฺจิ ทิฏฺว สุต มุต วา
อฺาย นิกฺเขปนมาหุ สนฺโตติ ฯ

******************

๑ ม. ยุ. สงฺกสายติ ฯ ๒ นาทียสีติปิ ปาเน ภวิตพฺพ ฯ

อรรถกถา


อรรถกถาสัชฌายสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสัชฌายสูตรที่ ๑๐ ต่อไปนี้ :-
บทว่า ยํ สุทํ สักว่าเป็นนิบาต. บทว่า สชฺฌายพหุโล ความว่า
เมื่อท่องอยู่ด้วยอำนาจแห่งนิสสรณะและปริยัติ คือท่องตลอดเวลามากกว่า
ได้ยินว่า ภิกษุนั้นปัดกวาดที่พักกลางวันของอาจารย์แล้วยืนดูอาจารย์. เมื่อเห็น
อาจารย์นั้นกำลังเดินมา จึงลุกขึ้นไปรับบาตรและจีวร. เมื่ออาจารย์นั่งบน
อาสนะที่ปูไว้แล้ว ก็เอาพัดใบตาลพัดให้ บอกน้ำฉันให้ ล้างเท้า ทาน้ำมัน
ไหว้แล้วยืนเรียนอุเทศทำการท่องตลอดถึงพระอาทิตย์ตก. ภิกษุนั้น เอาน้ำ
เข้าไปตั้งไว้ในซุ้ม จุดไฟในเตาก่อน. เมื่ออาจารย์อาบน้ำมาแล้ว ก็เช็ดน้ำ
ที่เท้า นวดหลัง ไหว้แล้วเรียนอุเทศ ทำการท่องในปฐมยาม พักผ่อน
ร่างกายในมัชฌิมยาม ลุกขึ้นในปัจฉิมยาม เรียนอุเทศทำการท่องจนถึง
อรุณขึ้นแล้ว จึงพิจารณาเสียงที่ดับไปแล้ว โดยความสิ้นไป. เจริญวิปัสสนา
ในขันธ์ ๕ คืออุปาทายรูปที่เหลือจากนั้น ภูตรูป นามรูปแล้วบรรลุพระอรหัต.
บทว่า อปฺโปสฺสุโก ความว่า ไม่ขวนขวายในการเรียนอุเทศและในการ
ทำการท่อง. บทว่า สกมายติ ความว่า ภิกษุนั้นคิดว่า บัดนี้ เราจะพึงทำการ
ท่องเพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์ของเรานั้นถึงที่สุดแล้ว บัดนี้ จะเป็นประโยชน์
อะไรกับ การท่องของเราดังนี้แล้ว ยังเวลาให้ล่วงไปด้วยความสุขอันเกิดจากผล
สมาบัติ. บทว่า อชฺฌภาสิ ความว่า เทวดาคิดว่า ความไม่สบายเกิดแก่
พระเถระ หรือว่าแก่อาจารย์ของท่าน เพราะเหตุไรหนอ ท่านจึงไม่ท่องด้วย
เสียงอันไพเราะเหมือนในก่อน ดังนี้แล้วจึงไปยืนพูดอยู่ในที่ใกล้. พระพุทธ
วจนะทั้งปวงท่านประสงค์เอาในบทว่า ธมฺมปทานิ. บทว่า นาธิยสิ แปลว่า
ไม่ท่อง. บาลีว่า นาทิยสิ บ้าง ความว่า. ไม่ถือเอา. บทว่า ปสํสํ คือ
ผู้กล่าวธรรมย่อมได้ความสรรเสริญ. ผู้ที่กล่าวธรรมนั้นย่อมมีผู้สรรเสริญว่า
ผู้ทรงจำอภิธรรม ผู้ทรงจำพระสูตร ผู้ทรงพระวินัย. บทว่า วิราเคน ได้แก่
ด้วยอริยมรรค. บทว่า อญฺาย แปลว่า รู้แล้ว. บทว่า นิกฺเขปนํ ความว่า
ท่านแสดงแก่พระเถระนั้นว่า สัตบุรุษย่อมกล่าววิสัชนาสิ่งที่เห็นแล้วและฟัง
แล้วะเป็นต้น. ไม่ใช่ (แสดง) แก่พระพุทธเจ้า. อธิบายว่า พระเถระให้วิสัชนา
พุทธพจน์ด้วยคำประมาณเท่านี้. ไม่พึงเป็นผู้ท่องตลอดกาลเป็นนิตย์. แต่
ว่าภิกษุนั้นท่องแล้วรู้ว่า เราสามารถเป็นผู้ทรงจำอรรถหรือธรรมประมาณเท่านี้
ดังนี้แล้ว พึงปฏิบัติเพื่อทำที่สุดแห่งวัฏทุกข์.
จบอรรถกถาสัชฌายสูตรที่ ๑๐

ฟัง อ่าน เรื่องนี้แล้ว รู้สึกอย่างไร ? เชิญ สนทนาธรรมด้านล่างนี้

comments

Got anything to say? Go ahead and leave a comment!