15-210 ความไม่ยินดี



พระไตรปิฎก


๒. อรติสูตร
ว่าด้วยความไม่ยินดี
[๗๓๐] สมัยหนึ่ง ท่านพระวังคีสะอยู่ที่อัคคาฬวเจดีย์ เขตเมืองอาฬวี
กับท่านพระนิโครธกัปปะผู้เป็นอุปัชฌาย์ สมัยนั้น ท่านพระนิโครธกัปปะกลับจาก
บิณฑบาต ภายหลังจากฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว เข้าไปยังวิหาร แล้วออกมาใน
เวลาเย็นบ้าง ในเวลาภิกขาจารในวันรุ่งขึ้นบ้าง
[๗๓๑] สมัยนั้น ท่านพระวังคีสะเกิดความไม่ยินดี ความกำหนัดรบกวนจิต ลำดับนั้น
ท่านพระวังคีสะได้มีความคิดดังนี้ว่า “ไม่ใช่ลาภของเราเลย ไม่ใช่ลาภของเราเลย
เราได้ชั่วหนอ เราไม่ได้ดีหนอที่เราเกิดความไม่ยินดี ความกำหนัดรบกวนจิต เหตุที่
จะให้คนอื่นช่วยบรรเทาความไม่ยินดี ทำความยินดีให้เกิดขึ้นแก่เรานั้น เราจะได้จาก
ที่ไหน ทางที่ดีเราพึงบรรเทาความไม่ยินดี ทำความยินดีให้เกิดขึ้นแก่ตนด้วยตนเองเถิด”
[๗๓๒] ครั้งนั้น ท่านพระวังคีสะบรรเทาความไม่ยินดีแล้ว ทำความยินดีให้เกิดขึ้นแก่
ตนด้วยตนเองแล้ว จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า ผู้ใดละความยินดี ความไม่ยินดี
และความตรึกเกี่ยวกับบ้านเรือนได้ทั้งหมด หมดตัณหา ไม่มีกิเลส
ไม่พึงก่อตัณหาดุจป่าในที่ไหน ๆ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นภิกษุ รูปอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้
ทั้งที่อาศัยแผ่นดิน อยู่ในอากาศ อันนับเนื่องในภพ ๓ ล้วนไม่เที่ยง
คร่ำคร่าไปทั้งนั้น ท่านผู้รู้ทั้งหลายรู้แจ้งอย่างนี้แล้ว มีตนหลุดพ้นเที่ยวไป
เหล่าปุถุชนที่มีจิตหมกมุ่นในอุปธิทั้งหลาย คือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ
ท่านจงเป็นผู้ไม่หวั่นไหว กำจัดความพอใจในกามคุณ ๕ นี้
ผู้ใดไม่ติดอยู่ในกามคุณ ๕ นี้ บัณฑิตทั้งหลายเรียกผู้นั้นว่าเป็นมุนี
ถ้ามิจฉาวิตกที่อิงอาศัยทิฏฐิ ๖๐ ประการ Aซึ่งเป็นธรรมที่ไม่ตั้งมั่นในกาลไหน ๆ
ผู้ใดไม่พึงเป็นไปในอำนาจกิเลสด้วยอำนาจมิจฉาวิตกเหล่านั้น
ทั้งไม่ชอบกล่าวคำหยาบคาย ผู้นั้นชื่อว่าเป็นภิกษุ
ภิกษุผู้เป็นบัณฑิต มีจิตมั่นคงมานาน ไม่ลวงโลก
มีปัญญาเครื่องบริหาร หมดความทะเยอทะยาน
เป็นมุนี ได้บรรลุสันติบท ดับกิเลสแล้ว รอเวลาอยู่ B
อรติสูตรที่ ๒ จบ
เชิงอรรถ
A อาศัยทิฏฐิ ๖๐ ประการ (สฏฺฐิสิตา) ในอรรถกถาแก้เป็น อาศัยอารมณ์ ๖ ประการ (ฉอารมฺมณนิสฺสิตา)
(สํ.ส.อ. ๑/๒๑๐/๒๕๗)
B ดู ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๑๒๓-๑๒๒๗/๕๓๙

บาลี



อรติสุตฺต
[๗๓๐] เอก สมย อายสฺมา วงฺคีโส อาฬวิย วิหรติ อคฺคาฬเว
เจติเย อายสฺมตา นิโคฺรธกปฺเปน อุปชฺฌาเยน สทฺธึ ฯ เตน โข
ปน สมเยน อายสฺมา นิโคฺรธกปฺโป ปจฺฉาภตฺต ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต
วิหาร ปวิสติ สาย วา นิกฺขมติ อปรชฺชุ วา กาเล ฯ
[๗๓๑] เตน โข ปน สมเยน อายสฺมโต วงฺคีสสฺส อนภิรติ
อุปฺปนฺนา โหติ ราโค จิตฺต อนุทฺธเสติ ฯ อถ โข อายสฺมโต
วงฺคีสสฺส เอตทโหสิ อลาภา วต เม น วต เม ลาภา ทุลฺลทฺธ
วต เม น วต เม สุลทฺธ ยสฺส เม อนภิรติ อุปฺปนฺนา ราโค
จิตฺต อนุทฺธเสติ ต กุเตตฺถ ลพฺภา ย เม ปเร อนภิรตึ
วิโนเทตฺวา อภิรตึ อุปฺปาเทยฺยุ ยนฺนูนาห อตฺตนาว อตฺตโน
อนภิรตึ วิโนเทตฺวา อภิรตึ อุปฺปาเทยฺยนฺติ ฯ
[๗๓๒] อถ โข อายสฺมา วงฺคีโส อตฺตนาว อตฺตโน อนภิรตึ
วิโนเทตฺวา อภิรตึ อุปฺปาเทตฺวา ตาย เวลาย อิมา คาถาโย อภาสิ
อรติฺจ รติฺจ ปหาย
สพฺพโส เคหสิตฺจ วิตกฺก
วนถ น กเรยฺย กุหิฺจิ
นิพฺพนโถ อนโต ๑ ส หิ ภิกฺขุ
ยมิธ ปวิฺจ เวหาส
รูปคตฺจ ชคโตคธ
กิฺจิ ปริชิยฺยติ สพฺพมนิจฺจ
เอว สเมจฺจ จรนฺติ มุตตฺตา
อุปธีสุ ชนา คธิตาเส
ทิฏฺสุเต ปฏิเฆ จ มุเต จ
เอตฺถ วิโนทย ฉนฺทมเนโช
โย เอตฺถ น ลิมฺปติ ต มุนิมาหุ
อถ สฏฺิสิตา ๒ สวิตกฺกา ๓
ปุถุชฺชนตาย อธมฺมนิวิฏฺา ๔
น จ วฏฺฏคตสฺส ๕ กุหิฺจิ
โน ปน ทุฏฺุลฺลภาณี ส ภิกฺขุ
ทพฺโพ จิรรตฺตสมาหิโต
อกุหโก นิปโก อปิหาลุ
สนฺต ปท อชฺฌคมา มุนิ ปฏิจฺจ
ปรินิพฺพุโต กงฺขติ กาลนฺติ ฯ

******************

๑ ม. อรโต ฯ ๒ ม. สฏฺินิสฺสิตา ฯ ยุ. สฏฺิตสิตา ฯ ๓ ยุ. วิตกฺกา ฯ
๔ ม. ยุ. อธมฺมา ฯ ๕ ม. ยุ. วคฺคคตสฺส ฯ

อรรถกถา


อรรถกถาอรติสูตร
ในสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า นิกฺขมติ ได้แก่ออกจากวิหาร. บทว่า อปรชฺชุ วา กาเล
ได้แก่ในวันที่ ๒ หรือในเวลาภิกษาจาร. ได้ยินว่า พระเถระนั้นเคารพใน
วิหาร. บทว่า อรติญฺจ รติญฺจ ได้แก่ความไม่ยินดีในศาสนา และ
ความยินดีในกามคุณทั้งหลาย. บทว่า สพฺพโส เคหสิตญฺจ วิตกฺกํ
ความว่า และละวิตกลามกซึ่งอาศัยเรือนในกามคุณห้าโดยอาการทั้งปวง. บทว่า
วนถํ ได้แก่ป่าใหญ่คือกิเลส. บทว่า กุหิญฺจิ ได้แก่ในอารมณ์ไร ๆ. บทว่า
นิพฺพนโถ ได้แก่ผู้ปราศจากป่าคือกิเลส. บทว่า อรโต ได้แก่เว้นจาก
ความยินดีด้วยอำนาจตัณหา.
บทว่า ปฐวิญฺจ เวหาสํ ความว่า รูปที่ตั้งอยู่บนแผ่นดิน ได้แก่
รูปหญิงชาย ผ้าและเครื่องประดับเป็นต้น และรูปที่ตั้งอยู่ในอากาศมีแสงจันทร์
และอาทิตย์เป็นต้น. บทว่า รูปคตํ ได้แก่รูปนั่นเอง บทว่า ชคโตคธํ
ได้แก่รูปที่อยู่ในแผ่นดิน อธิบายว่า ถึงนาคพิภพภายในแผ่นดิน. บทว่า
ปริชิยฺยติ ได้แก่ทรุดโทรม. บทว่า สพฺพมนิจฺจํ ความว่า นั้นไม่เที่ยง
ทั้งหมด. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า นี้เป็นมหาวิปัสสนาของพระเถระ. บทว่า
เอวํ สเมจฺจ ได้แก่มารวมกันอย่างนี้. บทว่า จรนฺติ มุตตฺตา ความว่า
ผู้มีอัตภาพอันรู้แจ้งแล้วอยู่.
บทว่า อุปธีสุ ได้แก่ ขันธ์ กิเลส และอภิสังขาร. บทว่า คธิตา
ได้แก่ติดอยู่แล้ว. บทว่า ทิฏฺฐสุเต ได้แก่ในรูปที่จักษุเห็นแล้ว ในเสียงที่
โสตะได้ยินแล้ว. กลิ่นและรสท่านถือเอาด้วยบทว่า ปฏิฆะ โผฏฐัพพารมณ์
ท่านถือเอาด้วยบทว่า มุตะ ในคำว่า ปฏิเฆ จ มุเต จ นี้. บทว่า
โย เอตฺถ น ลิมฺปติ ความว่า บุคคลใดไม่ข้องติดอยู่ในกามคุณ ๕
เหล่านี้ด้วยกิเลส คือ ตัณหาและทิฏฐิ.
บทว่า อถ สฏฺฐิสิตา สวิตกฺกา ปุถุชฺชนตาย อธมฺมนิวิฏฺฐา
ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น วิตกฝ่ายอธรรมเป็นอันมาก ที่อาศัยอารมณ์ ๖
ก็ตั้งลงในหมู่ชน. บทว่า น จ วฏฺฏคตสฺส กุหิญฺจิ ความว่า ไม่พึง
ตกไปในวนคือ กิเลสในที่ไหน ๆ ด้วยอำนาจวิตกฝ่ายอธรรมเหล่านั้น. บทว่า
โน ปน ทุฏฺฐุลฺลภาณี ความว่า ไม่พึงเป็นผู้กล่าววาจาชั่วหยาบ. บทว่า
ส ภิกฺขุ ความว่า ผู้มีจิตอย่างนี้นั้น ย่อมชื่อว่าเป็นภิกษุ.
บทว่า ทพฺโพ ได้แก่บัณฑิตผู้มีชาติแห่งผู้มีปัญญา. บทว่า
จิรรตฺตสมาหิโต ได้แก่ผู้มีจิตตั้งมั่นตลอดกาลนาน. บทว่า นิปโก ได้แก่
ผู้ประกอบด้วยปัญญาเครื่องรักษาตน คือมีปัญญาแก่กล้า. บทว่า อปิหาลุ
ได้แก่ผู้ปราศจากตัณหา. บทว่า สนฺตํ ปทํ ได้แก่พระนิพพาน. บทว่า
อชฺฌคมา มุนิ ได้แก่มุนีผู้บรรลุแล้ว. บทว่า ปฏิจฺจ ปรินิพฺพุโต
กงฺขติ กาลํ ความว่า อาศัยพระนิพพาน ดับด้วยการดับกิเลสรอกาลเป็นที่
ปรินิพพาน.
จบอรรถกถาอรติสูตรที่ ๒

ฟัง อ่าน เรื่องนี้แล้ว รู้สึกอย่างไร ? เชิญ สนทนาธรรมด้านล่างนี้

comments

Got anything to say? Go ahead and leave a comment!