15-172 ท้าวมหาพรหมอาราธนาพระพุทธเจ้าแสดงธรรม



พระไตรปิฎก


๑. พรหมายาจนสูตร
ว่าด้วยท้าวมหาพรหมอาราธนาพระพุทธเจ้าแสดงธรรม
[๕๕๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคแรกตรัสรู้ประทับอยู่ที่โคนต้นอชปาลนิโครธ ใกล้ฝั่ง
แม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลา ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด
เกิดความรำพึงอย่างนี้ว่า “ธรรม A ที่เราได้บรรลุแล้วนี้ ลึกซึ้ง เห็นได้ยากรู้ตามได้ยาก
สงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยแห่งตรรกะ ละเอียด บัณฑิตจึงจะรู้ได้ สำหรับหมู่ประชาผู้
รื่นรมย์ด้วยอาลัย B ยินดีในอาลัย เพลิดเพลินในอาลัย ฐานะนี้ย่อมเป็นสิ่งที่เห็นได้ยาก
กล่าวคือหลักอิทัปปัจจยตา หลักปฏิจจสมุปบาท ถึงแม้ฐานะนี้ก็เป็นสิ่งที่เห็นได้ยากนัก
กล่าวคือความสงบแห่งสังขารทั้งปวง ความสลัดอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา วิราคะ
นิโรธ นิพพาน ก็ถ้าเราจะพึงแสดงธรรม และผู้อื่นจะไม่เข้าใจซึ้งต่อเรา ข้อนั้นก็จะ
พึงเป็นความเหน็ดเหนื่อยเปล่าแก่เรา จะพึงเป็นความลำบากเปล่าแก่เรา
อนึ่งเล่า อนัจฉริยคาถาเหล่านี้ที่ไม่เคยทรงสดับมาก่อน ได้ปรากฏแจ่มแจ้ง
แก่พระผู้มีพระภาคว่า
บัดนี้ เรายังไม่ควรประกาศธรรม
ที่เราได้บรรลุด้วยความลำบาก
เพราะธรรมนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ถูกราคะ
และโทสะครอบงำ จะรู้ได้ง่าย
แต่เป็นสิ่งพาทวนกระแส C ละเอียด
ลึกซึ้ง รู้เห็นได้ยาก ประณีต ผู้กำหนัดด้วยราคะ
ถูกกองโมหะหุ้มห่อไว้ จักรู้เห็นไม่ได้
เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงพิจารณาเห็นดังนี้ พระทัยก็น้อมไปเพื่อการขวนขวายน้อย
มิได้น้อมไปเพื่อแสดงธรรม
[๕๕๖] ครั้งนั้น ท้าวสหัมบดีพรหมทราบความรำพึงของพระผู้มีพระภาคด้วยใจแล้ว
ได้มีความคิดดังนี้ว่า “ท่านผู้เจริญทั้งหลาย โลกจะฉิบหายหนอ โลกจะพินาศหนอ
เพราะพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงน้อมพระทัยไปเพื่อการขวนขวายน้อย
มิได้น้อมพระทัยไปเพื่อแสดงธรรม” จึงหายตัวจากพรหมโลก มาปรากฏอยู่ ณ
เบื้องพระพักตร์พระผู้มีพระภาค เหมือนบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนออกหรือคู้แขนเข้า
ฉะนั้น แล้วห่มผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง คุกเข่าเบื้องขวาลงบนแผ่นดิน ประนมมือ
ไปทางที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ได้กราบทูลดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ขอพระผู้มีพระภาคได้โปรดแสดงธรรม ขอพระสุคตได้โปรดแสดงธรรม เพราะสัตว์
ทั้งหลายผู้มีกิเลสดุจธุลีในตาน้อยมีอยู่ สัตว์เหล่านั้นย่อมเสื่อมเพราะไม่ได้สดับธรรม
เพราะจักมีผู้รู้ธรรม”
ท้าวสหัมบดีพรหมกราบทูลดังนี้แล้ว ได้กล่าวคาถาอื่นอีกว่า
ในกาลก่อนธรรมที่ไม่บริสุทธิ์
อันคนผู้มีมลทินคิดค้นไว้ ปรากฏในแค้วมคธ
พระองค์โปรดทรงเปิดประตูอมตะนั้นเถิด
ขอเหล่าสัตว์จงฟังธรรมที่พระสัมพุทธเจ้าผู้ปราศจากมลทิน
ได้ตรัสรู้แล้วตามลำดับ
ข้าแต่พระองค์ผู้มีปัญญาดี มีพระสมันตจักษุ
บุรุษผู้ยืนอยู่บนยอดเขาศิลาล้วน
พึงเห็นหมู่ชนได้โดยรอบ ฉันใด
พระองค์ผู้หมดความเศร้าโศกแล้ว ก็ฉันนั้น
เสด็จขึ้นสู่ปราสาทคือธรรมแล้ว
จักได้เห็นหมู่ชนผู้ตกอยู่ในความเศร้าโศก
และถูกชาติ ชราครอบงำได้ชัดเจน
ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า ผู้ชนะสงคราม
ผู้นำหมู่ ผู้ไม่มีหนี้ ขอพระองค์โปรดลุกขึ้นเสด็จจาริกไปในโลก
ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์โปรดจงทรงแสดงธรรม
เพราะจักมีผู้รู้ธรรม
[๕๕๗] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบคำทูลอาราธนาของพรหม และเพราะ
ความมีพระมหากรุณาในหมู่สัตว์ ทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ D เมื่อพระผู้มี
พระภาคทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ได้ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลายผู้มีกิเลสดุจธุลีในตา
น้อย มีกิเลสดุจธุลีในตามาก มีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี มีอาการ
ทราม สอนให้รู้ได้ง่าย สอนให้รู้ได้ยาก บางพวกมักเห็นปรโลกและโทษว่าน่ากลัวก็มี
บางพวกมักไม่เห็นปรโลกและโทษว่าน่ากลัวก็มี
มีอุปมาเหมือนในกออุบล ในกอปทุม ในกอปุณฑริก ดอกอุบล ดอกปทุม
ดอกปุณฑริก บางดอกที่เกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ยังไม่พ้นน้ำ จมอยู่ในน้ำ มีน้ำเลี้ยงอยู่
ดอกอุบล ดอกปทุม ดอกปุณฑริก บางดอกที่เกิดในน้ำ เจริญในน้ำ อยู่เสมอน้ำ
ดอกอุบล ดอกปทุม ดอกปุณฑริก บางดอกที่เกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ขึ้นพ้นน้ำ
ไม่แตะน้ำ ฉันใด
พระผู้มีพระภาคทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ได้เห็นสัตว์ทั้งหลายผู้มีกิเลสดุจ
ธุลีในตาน้อย มีกิเลสดุจธุลีในตามาก มีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี
มีอาการทราม สอนให้รู้ได้ง่าย สอนให้รู้ได้ยาก บางพวกมักเห็นปรโลกและโทษว่า
เป็นสิ่งที่น่ากลัวก็มี บางพวกมักไม่เห็นปรโลกและโทษว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวก็มี ฉันนั้น
ครั้นทรงเห็นแล้ว ได้ตรัสตอบท้าวสหัมบดีพรหมด้วยพระคาถาว่า
สัตว์ทั้งหลายเหล่าใดจะฟัง จงปล่อยศรัทธาเถิด
เราได้เปิดประตูอมตะแก่สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นแล้ว
ท่านพรหม เพราะเราสำคัญว่าจะลำบาก
จึงมิได้แสดงธรรมที่ประณีตคล่องแคล่ว ในหมู่มนุษย์
[๕๕๘] ลำดับนั้น ท้าวสหัมบดีพรหมคิดว่า “พระผู้มีพระภาคได้ทรงประทานโอกาส
แก่เรา เพื่อจะทรงแสดงธรรมแล้ว” จึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค กระทำ
ประทักษิณแล้วหายตัวไป ณ ที่นั้นแล E
พรหมายาจนสูตรที่ ๑ จบ
เชิงอรรถ
A ธรรม ในที่นี้หมายถึงธรรมคือสัจจะ ๔ (คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) (สํ.ส.อ. ๑/๑๗๒/๑๘๕)
B อาลัย ในที่นี้หมายถึงกามคุณ ๕ (คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ) (สํ.ส.อ. ๑/๑๗๒/๑๙๕)
C พาทวนกระแส ในที่นี้หมายถึงพาเข้าถึงนิพพาน (วิ.อ. ๓/๗/๑๔)
D คำว่า พุทธจักษุ เป็นชื่อของอินทริยปโรปริยัตตญาณและอาสยานุสยญาณ คำว่า สมันตจักษุ เป็นชื่อ
ของพระสัพพัญญุตญาณ คำว่า ธัมมจักษุ เป็นชื่อของมรรคญาณทั้ง ๓ (สํ.ส.อ. ๑/๑๗๒/๑๙๐)
E ดู วิ.ม. (แปล) ๔/๗-๙/๑๑-๑๕

บาลี



อายาจนสุตฺต
[๕๕๕] เอวมฺเม สุต เอก สมย ภควา อุรุเวลาย วิหรติ
นชฺชา เนรฺชราย ตีเร อชปาลนิโคฺรเธ ปมาภิสมฺพุทฺโธ ฯ
อถ โข ภควโต รโหคตสฺส ปฏิสลฺลีนสฺส เอว เจตโส ปริวิตกฺโก
อุทปาทิ อธิคโต โข มฺยาย ธมฺโม คมฺภีโร ทุทฺทโส ทุรนุโพโธ
สนฺโต ปณีโต อตกฺกาวจโร นิปุโณ ปณฺฑิตเวทนีโย อาลยรามา
โข ปนาย ปชา อาลยรตา อาลยสมุทิตา อาลยรามาย โข
ปน ปชาย อาลยรตาย อาลยสมุทิตาย ทุทฺทส อิท าน ยทิท
อิทปฺปจฺจยตา ปฏิจฺจสมุปฺปาโท อิทมฺปิ โข าน ทุทฺทส ยทิท
สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ
นิพฺพาน อหฺเจว โข ปน ธมฺม เทเสยฺย ปเร จ เม น
อาชาเนยฺยุ โส มมสฺส กิลมโถ สา มมสฺส วิเหสาติ ฯ อปิสฺสุท ๑
ภควนฺต อิมา อนจฺฉริยา คาถาโย ปฏิภสุ ปุพฺเพ อสฺสุตปุพฺพา
กิจฺเฉน เม อธิคต หลนฺทานิ ปกาสิตุ
ราคโทสปเรเตหิ นาย ธมฺโม สุสมฺพุโธ
ปฏิโสตคามึ นิปุณ คมฺภีร ทุทฺทส อณณ
ราครตา น ทกฺขนฺติ ตโมกฺขนฺเธน อาวุตาติ ๒ ฯ
อิติ ๓ ภควโต ปฏิสฺจิกฺขโต อปฺโปสฺสุกฺกตาย จิตฺต นมติ โน
ธมฺมเทสนายาติ ฯ
[๕๕๖] อถ โข พฺรหฺมุโน สหมฺปติสฺส ภควโต เจตสา
เจโตปริวิตกฺกมฺาย เอตทโหสิ นสฺสติ วต โภ โลโก วินสฺสติ วต
โภ โลโก ยตฺร หิ นาม ตถาคตสฺส อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
อปฺโปสฺสุกฺกตาย จิตฺต นมติ โน ธมฺมเทสนายาติ ฯ อถ โข
พฺรหฺมา สหมฺปติ เสยฺยถาปิ นาม พลวา ปุริโส สมฺมิฺชิต วา
พาห ปสาเรยฺย ปสาริต วา พาห สมฺมิฺเชยฺย เอวเมว
พฺรหฺมโลเก อนฺตรหิโต ภควโต ปุรโต ปาตุรโหสิ ฯ อถ โข
พฺรหฺมา สหมฺปติ เอกส อุตฺตราสงฺค กริตฺวา ทกฺขิณชานุมณฺฑล
ปวิย นิหนฺตฺวา เยน ภควา เตนฺชลึ ปณาเมตฺวา ภควนฺต
เอตทโวจ เทเสตุ ภนฺเต ภควา ธมฺม เทเสตุ สุคโต ธมฺม
สนฺติ สตฺตา อปฺปรชกฺขชาติกา อสฺสวนตา ธมฺมสฺส ปริหายนฺติ
ภวิสฺสนฺติ ธมฺมสฺส อฺาตาโรติ ฯ อิทมโวจ พฺรหฺมา สหมฺปติ
อิท วตฺวา อถาปร เอตทโวจ
ปาตุรโหสิ มคเธสุ ปุพฺเพ
ธมฺโม อสุทฺโธ สมเลหิ จินฺติโตm
อปาปุเรต ๔ อมตสฺส ทฺวาร
สุณนฺตุ ธมฺม วิมเลนานุพุทฺธ
เสเล ยถา ปพฺพตมุทฺธนิฏฺิโต
ยถาปิ ปสฺเส ชนต สมนฺตโต
ตถูปม ธมฺมมย สุเมธโส ๕
ปาสาทมารุยฺห สมนฺตจกฺขุ
โสกาวติณฺณ ชนตมเปตโสโก
อเวกฺขสฺสุ ชาติชราภิภูตนฺติ ๖ ฯ
อุฏฺเหิ วีร วิชิตสงฺคาม
สตฺถวาห อนณ วิจร โลเก
เทเสตุ ๗ ภควา ธมฺม อฺาตาโร ภวิสฺสนฺตีติ ฯ
[๕๕๗] อถ โข ภควา พฺรหฺมุโน จ อชฺเฌสน วิทิตฺวา
สตฺเตสุ จ การุฺต ปฏิจฺจ พุทฺธจกฺขุนา โลก โวโลเกสิ ฯ
อทฺทสา โข ภควา พุทฺธจกฺขุนา โลก โวโลเกนฺโต สตฺเต
อปฺปรชกฺเข มหารชกฺเข ติกฺขินฺทฺริเย มุทินฺทฺริเย สฺวากาเร ทฺวากาเร
สุวิฺาปเย ทุวิฺาปเย อปฺเปกจฺเจ ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวิโน ๘
วิหรนฺเต ฯ เสยฺยถาปิ นาม อุปฺปลินิย วา ปทุมินิย วา ปุณฺฑรีกินิย
วา อปฺเปกจฺจานิ อุปฺปลานิ วา ปทุมานิ วา ปุณฺฑรีกานิ วา
อุทเก ชาตานิ อุทเก สวฑฺฒานิ อุทกานุคตานิ อนฺโตนิมฺมุคฺคโปสีนิ
อปฺเปกจฺจานิ อุปฺปลานิ วา ปทุมานิ วา ปุณฺฑรีกานิ วา อุทเก
ชาตานิ อุทเก สวฑฺฒานิ สโมทก ิตานิ อปฺเปกจฺจานิ อุปฺปลานิ
วา ปทุมานิ วา ปุณฺฑรีกานิ วา อุทเก ชาตานิ อุทเก สวฑฺฒานิ
อุทก ๙ อจฺจุคฺคมฺม ติฏฺนฺติ ๑๐ อนุปลิตฺตานิ อุทเกน เอวเมว ภควา
พุทฺธจกฺขุนา โลก โวโลเกนฺโต อทฺทส สตฺเต อปฺปรชกฺเข
มหารชกฺเข ติกฺขินฺทฺริเย มุทินฺทฺริเย สฺวากาเร ทฺวากาเร สุวิฺาปเย
ทุวิฺาปเย อปฺเปกจฺเจ ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวิโน วิหรนฺเต ๑๑
ทิสฺวาน พฺรหฺมาน สหมฺปตึ คาถาย ปจฺจภาสิ
อปารุตา เต ๑๒ อมตสฺส ทฺวารา
เย โสตวนฺโต ปมฺจนฺตุ สทฺธ
วิหึสสฺี ปคุณ น ภาสึ
ธมฺม ปณีต มนุเชสุ พฺรเหฺมติ ฯ
[๕๕๘] อถ โข พฺรหฺมา สหมฺปติ กตาวกาโส โขมฺหิ
ภควตา ธมฺมเทสนายาติ ภควนฺต อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณ กตฺวา
ตตฺเถวนฺตรธายีติ ฯ

******************

๑ ม. อปิสฺสุ ฯ ๒ ม. อาวุฏา ฯ ๓ ม. อิติห ฯ ๔ ยุ. อวาปุเรต ฯ
๕ ม. ยุ. สุเมธ ฯ ๖ โป. ม. อิติสทฺโท นตฺถิ ฯ ๗ ม. เทสสฺสุ ฯ
๘ ม. … เน ฯ ๙ ม. ยุ. อุทกา … ฯ ๑๐ ม. ิตานิ ฯ
๑๑ ม. อปฺเปกจฺเจ น ปรโลก … วิหรนฺเต ฯ ๑๒ ม. ยุ. เตส ฯ

อรรถกถา


อรรถกถาอายาจนสูตร
ปฐมวรรคสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปริวิตกฺโก อุทปาทิ ความว่า ความปริวิตกทางใจที่พระ-
พุทธเจ้าทุกพระองค์เคยสั่งสมอบรมมาเกิดขึ้นดังนี้. ถามว่า เกิดขึ้นเมื่อไร.
ตอบว่า เกิดในสัปดาห์ที่ ๘ ที่พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า ทรงเคี้ยวไม้ชำระฟัน
และชิ้นสมอเป็นโอสถที่ท้าวสักกะจอมเทพนำมาถวายที่โคนไม้เกต ทรงบ้วน
พระโอฐแล้ว เสวยปิณฑบาตของตปุสสะและภัลลิกะ ในบาตรหินที่ล้ำค่าอัน
ท้าวโลกบาลทั้ง ๔ น้อมถวาย แล้วเสด็จกลับมาประทับนั่งที่ต้นอชปาลนิโครธ.
บทว่า อธิคโต แปลว่า บรรลุแล้ว. บทว่า ธมฺโม ได้แก่ธรรม
คือสัจจะ ๔. บทว่า คมฺภีโร นี้เป็นบทห้ามความตื้น. บทว่า ทุทฺทโส ความ
ว่า ชื่อว่าเห็นได้ยาก คือเห็นได้โดยลำบากอันใครๆ ไม่อาจเห็นได้สะดวกเพราะ
ลึกซึ้ง ชื่อว่ารู้ตามได้ยาก คือพึงหยั่งรู้ได้โดยลำบาก เพราะเห็นได้โดยยาก
ใคร ๆ ไม่อาจจะหยั่งรู้ได้สะดวก. บทว่า สนฺโต ได้แก่ดับสนิท บทว่า
ปณีโต ได้แก่ไม่รู้จักอิ่ม. สองบทนี้ท่านกล่าวหมายโลกุตระเท่านั้น. บทว่า
อตกฺกาวจโร ความว่า จะพึงค้นพึงหยั่งลงโดยการตรึกไม่ได้ พึงค้นได้ด้วย
ญาณเท่านั้น. บทว่า นิปุโณ ได้แก่ละเอียด. บทว่า ปณฺฑิตเวทนีโย
ได้แก่อันบัณฑิตผู้ปฏิบัติโดยชอบพึงทราบ. บทว่า อาลยรามา ความว่า สัตว์
ทั้งหลาย ติดอยู่ในกามคุณ ๕ เพราะฉะนั้น สัตว์เหล่านั้น ท่านจึงเรียกว่าอัลลยา.
ตัณหาวิปริต ๑๐๘ ก็ติดอยู่ เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่าอัลลยา. สัตว์ทั้งหลาย
ชื่อว่า อาลยรามา เพราะยินดีด้วยอาลัยเหล่านั้น. ชื่อว่า อาลยรตา เพราะยินดี
ในอาลัยทั้งหลาย. ชื่อว่า อาลยสมุทิตา เพราะเบิกบานในอาลัยทั้งหลาย.
เหมือนอย่างว่า พระราชาเสด็จประพาสพระราชอุทยานที่สมบูรณ์ด้วยต้นไม้มีดอก
ผลเต็มไปหมดเป็นต้น ซึ่งเขาจัดไว้อย่างดี ย่อมทรงยินดี คือทรงเบิกบานรื่นเริง
บันเทิงพระทัยด้วยสมบัตินั้น มิได้ทรงเบื่อ แม้เวลาเย็นก็ไม่ประสงค์จะเสด็จออก
ฉันใด สัตว์ทั้งหลายย่อมยินดี คือเบิกบาน ไม่เบื่ออยู่ในสังสารวัฏ ด้วยอาลัย
คือกามและอาลัยคือตัณหาทั้งหลายเหล่านั้น ฉันนั้น. เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
เมื่อทรงแสดงอาลัยทั้งสองอย่างของสัตว์เหล่านั้น ราวกะว่าพื้นที่พระราชอุทยาน
จึงตรัสว่า อาลยรามา เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยทิทํ เป็นนิบาต. หมายเอาฐานะของ
บทว่า ยทิทํ นั้น คือหมายเอาว่า ยํ อิทนฺติปฏิจฺจสมุปฺปาทํ พึงทราบ
เนื้อความอย่างนี้ว่า โย อยํ ดังนี้. บทว่า อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปาโท
ความว่า ปัจจัยแห่งธรรมมีสังขารเป็นต้นเหล่านี้ ชื่ออิทปฺปจฺจยา อิทุปุ-
ปจฺจยา นั่นแหละเป็น อิทปฺปจฺจยตา อิทปฺปจฺจยตา นั้นด้วยเป็น ปฏิจฺจ
สมุปฺปาทาด้วย ชื่อว่า อิทปฺปจฺจตาปฏิจฺจสมุปฺปาโท ความเป็นปัจจัยแห่ง
ธรรมมีสังขารเป็นต้นเป็นธรรมอาศัยกันและกันเกิดขึ้น. คำนี้เป็นชื่อแห่ง
เป็นปัจจัยมีสังขารเป็นต้น. บททั้งหมดมีบทว่า สพฺพสงฺขารสมโถ เป็นต้น
ได้แก่พระนิพพานนั่นเอง. ก็เพราะอาศัยพระนิพพานนั้น ความดิ้นรนแห่ง
สังขารทั้งหลายย่อมสงบระงับได้ ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า เป็นที่ระงับสังขารทั้ง
ปวง. และเพราะอาศัยพระนิพพานนั้นสละคืนอุปธิทั้งปวงได้ ตัณหาทั้งปวง
สิ้นไป สำรอกราคกิเลสได้ ทุกข์ทั้งหมดดับไป ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า เป็น
ที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่สำรอก เป็นที่ดับ. ก็ตัณหานี้นั้น
ท่านเรียกว่า วานะ เพราะร้อยรัดเย็บภพไว้กับภพ หรือกรรมไว้กับผล ชื่อ
ว่า นิพพาน เพราะออกจากวานะนั้น. บทว่า โส มมสฺส กิลมโถ ความ
ว่า การสอนคนที่ไม่รู้นั้น พึงเป็นความเหน็ดเหนื่อยของเรา พึงเป็นความลำบาก
ของเรา ท่านอธิบายว่า พึงเป็นความเหน็ดเหนื่อยกายด้วย เป็นความลำบาก
กายด้วย. แต่ในพระหทัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่มีความเหน็ดเหนื่อยและ
ความลำบากทั้งสองอย่างนี้. บทว่า อปิสฺสุทํ เป็นนิบาต มีเนื้อความว่าเพิ่ม
พูน. นิบาตนั้น ส่องความว่า มิใช่เกิดปริวิตกนี้อย่างเดียว คาถาเหล่านี้ก็แจ่ม
แจ้ง. บทว่า อนจฺฉริยา ได้แก่น่าอัศจรรย์เล็กน้อย. บทว่า ปฏิภํสุ.
ความว่า คาถาเหล่านั้นเป็นอารมณ์แห่งญาณกล่าวคือปฏิภาน คือถึงความเป็น
คาถาที่จะพึงปริวิตก.
บทว่า กิจฺเฉน ได้แก่ด้วยการปฏิบัติลำบาก. จริงอยู่ มรรคทั้ง ๔
ย่อมเป็นการปฏิบัติสะดวก สำหรับพระพุทธทั้งหลาย ก็คำนี้ ท่านกล่าวหมาย
เอาปฎิปทาที่นำมรรคผลมา ของพระองค์ผู้ยังมีราคะโทสะและโมหะอยู่ในคราว
บำเพ็ญบารมี ทรงตัดศีรษะที่ประดับตกแต่ง นำเลือดในลำพระศอออก ควัก
พระเนตรที่หยอดดีแล้ว ประทานของรักเป็นต้น อย่างนี้คือ บุตรที่เป็นประทีปของ
วงศ์ตระกูล ภรรยาที่น่ารักและถึงการเสียสละอื่น ๆ มีการตัดอวัยวะในอัตภาพ
[ชาติ] เช่นเป็นขันติวาทีดาบสเป็นต้น แก่เหล่ายาจกที่มากันแล้ว. ห อักษร
ในบทว่า หลํ นี้เป็นเพียงนิบาต ความว่าไม่ควร. บทว่า ปกาสิตุํ ได้แก่
เพื่อแสดง. ท่านอธิบายว่า ไม่ควรแสดงธรรมที่เราบรรลุโดยยาก คือแสดง
ธรรมที่เราเรียนมาแล้ว ประโยชน์อะไรด้วยการแสดงธรรม. บทว่า ราคโทส-
ปเรเตหิ ความว่า อันราคะโทสะถูกต้องแล้ว หรือว่าไปตามราคะโทสะ.
บทว่า ปฏิโสตคามึ ได้แก่ธรรมคือสัจจะ ๔ ที่ทวนกระแสสภาวะ
มีความเที่ยงเป็นต้น ที่ไปแล้วอย่างนี้ว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็น
อสุภะ. บทว่า ราครตา ได้แก่ยินดีแล้วด้วยกามราคะภวราคะและทิฏฐิราคะ.
บทว่า น ทกฺขนฺติ ความว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมไม่เห็นโดยสภาวะอย่างนี้ว่าไม่
เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา เป็นอสุภะ. ใคร ๆ ก็ไม่อาจทำสัตว์ที่ไม่เห็นเหล่านั้น
ให้ยึดถืออย่างนี้ได้. บทว่า ตโมกฺขนฺเธน อาวุตา ได้แก่อันกองอวิชชาทับถม.
บทว่า อปฺโปสุกฺกตาย ความว่า เพื่อความเป็นผู้ไม่ประสงค์จะ
แสดงโดยปราศจากความขวนขวาย. ถามว่า ก็เหตุไร พระองค์จึงน้อมพระทัย
ไปอย่างนี้ พระองค์ทรงตั้งความปรารถนาไว้มิใช่หรือว่า เราหลุดพ้นแล้วจัก
ให้ผู้อื่นหลุดพ้น เราข้ามแล้ว จักให้ผู้อื่นข้าม
เราจะมีประโยชน์อะไรด้วยเพศที่ผู้
อื่นไม่รู้จัก จะประโยชน์อะไรด้วยธรรมที่
เราทำให้แจ้งในโลกนี้ เราบรรลุพระ
สัพพัญญุตญาณแล้ว จักยังมนุษยโลก
พร้อมทั้งเทวโลกให้ข้ามฝั่ง ดังนี้
บำเพ็ญบารมีบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ. ตอบว่า นั่นเป็นความจริง. ก็จิตของ
พระองค์น้อมไปอย่างนี้นั้น ก็ด้วยอานุภาพปัจจเวกขณญาณ. จริงอยู่ เมื่อ
พระองค์บรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้วพิจารณาความที่สัตว์รกชัฏไปด้วยกิเลส
และความที่ธรรมเป็นของลึกซึ้ง ความที่สัตว์รกชัฏไปด้วยกิเลสและความที่ธรรม
เป็นของลึกซึ้ง ก็ปรากฏโดยอาการทั้งปวง ลำดับนั้น พระองค์ทรงพระดำริว่า
สัตว์เหล่านี้ เหมือนน้ำเต้าที่เต็มด้วยน้ำข้าว เหมือนตุ่มที่เต็มด้วยเปรียง
เหมือนผ้าเก่าที่ชุ่มด้วยมันเหลวและน้ำมัน เหมือนมือที่เปื้อนยาหยอดตา เต็มไป
ด้วยกิเลส เศร้าหมองอย่างยิ่ง กำหนัดเพราะราคะ ขัดเคืองเพราะโทสะ ลุ่ม
หลงเพราะโมหะ. สัตว์เหล่านั้นจักแทงตลอดได้อย่างไร จึงทรงน้อมพระทัยไป
อย่างนี้ แม้ด้วยอานุภาพการพิจารณาถึงความที่สัตว์รกชัฏคือกิเลส.
พึงทราบว่า ทรงน้อมพระทัยไปอย่างนั้น แม้ด้วยอานุภาพการพิจารณา
ความที่ธรรมลึกซึ้งว่า ธรรมนี้ลึกซึ้งเหมือนลำน้ำรองแผ่นดิน เห็นได้ยาก
เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดถูกภูเขาบังไว้ แทงตลอดได้ยาก เหมือนเอาปลายต่อ
ปลายแห่งขนทรายที่แยกออก ๗ ส่วน จริงอยู่ เมื่อเราพยายามเพื่อแทงตลอดธรรม
ชื่อว่า ไม่ให้ทานไม่มี ชื่อว่า ไม่รักษาศีลแล้วไม่มี ชื่อว่าไม่ได้บำเพ็ญบารมีไรๆ
ก็ไม่มี เมื่อเรานั้นกำจัดกองทัพมาร เหมือหมดความพยายาม แผ่นดินไม่ไหว
แม้เมื่อระลึกบุพเพนิวาสานุสสติญาณในปฐมยาม ก็ไม่ไหว แม้เมื่อชำระทิพย
จักษุในมัชฌิมยาม ก็ไม่ไหว แต่เมื่อเราตรัสรู้ปฏิจจสมุปบาทในปัจฉิมยาม
หมื่นโลกธาตุจึงหวั่นไหวแล้ว ดังนั้น แม้คนเช่นเราใช้ญาณอันแก่กล้า ก็ยัง
แทงตลอดธรรมนี้ได้โดยยากทีเดียว โลกิยมหาชนจักแทงตลอดธรรมนั้นได้
อย่างไร.
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อพรหมทูลอาราธนาแล้ว พระองค์ก็ทรงน้อมพระทัย
ไปอย่างนี้ แม้เมื่อเป็นผู้ประสงค์จะทรงแสดงธรรมโปรด จริงอยู่ พระผู้มีพระ
ภาคเจ้าทรงทราบว่า เมื่อจิตของเราน้อมไปเพื่อความเป็นผู้ขวนขวายน้อย
มหาพรหมก็จักอาราธนาเราให้แสดงธรรม และสัตว์เหล่านี้เป็นผู้เคารพต่อ
พรหมสัตว์เหล่านั้นสำคัญว่า ได้ยินว่า พระศาสดาไม่มีพระประสงค์จะทรงแสดง
ธรรม เมื่อเป็นอย่างนี้ มหาพรหมจะอาราธนาเราให้แสดงธรรมว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ธรรมนั้นสงบหนอ ประณีตหนอ ดังนี้ ก็จักตั้งใจฟัง ฉะนั้น
พึงทราบว่า เพราะอาศัยเหตุแม้นี้ จิตของพระองค์จึงน้อมไปเพื่อความเป็นผู้ขวน
ขวายน้อย มิได้น้อมไปเพื่อแสดธรรม.
บทว่า สหมฺปติสฺส ความว่า ได้ยินว่า พรหมนั้นเป็นพระเถระ
ชื่อว่าสหกะ ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสป ทำปฐมฌาน
ให้เกิด เกิดเป็นพรหมมีอายุกัปหนึ่งในปฐมฌานภูมิ. ในปฐมฌานภูมินั้น
ชนทั้งหลายรู้จักท่านว่า สหัมบดีพรหม ที่ท่านมุ่งหมายกล่าวถึงว่า พฺรหมุโน
สหมฺปคิสฺส ดังนี้. บทว่า นสฺสติ วต โภ ความว่า ได้ยินว่า พรหมนั้น
เปล่งเสียงนี้โดยที่พรหมหมื่นโลกธาตุได้ฟังแล้วมาประชุมกันหมด. บทว่า ยตฺร
หิ นาม ได้แก่ ในโลกชื่อใด. บทว่า ปุรโต ปาตุรโหสิ ความว่า ได้
ปรากฏพร้อมกับพรหมหมื่นหนึ่งเหล่านั้น. บทว่า อปฺปรชกฺขชาติกา ความว่า
สัตว์ชื่อว่า อปฺปรชกฺขชาติกา เพราะมีธุลีคือราคะโทสะและโมหะ ใน
ดวงตาอันสำเร็จด้วยปัญญาน้อยคือนิดหน่อย เป็นสภาวะอย่างนี้. บทว่า
อสฺสวนตา ได้แก่ เพราะไม่ได้ฟัง. ด้วยบทว่า ภวิสฺสนฺติ ท่านแสดงว่า
ผู้บำเพ็ญบุญเก่ามาแล้ว ด้วยอำนาจบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ ในพระ-
พุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ ถึงความแก่กล้า หวังแต่การแสดงธรรมเท่านั้น ดุจดอก
ปทุม หวังแต่จะสัมผัสรัศมีพระอาทิตย์ฉะนั้น ควรหยั่งลงสู่อริยภูมิในที่สุด
แห่งคาถา ๔ บท ไม่ใช่คนเดียว ไม่ใช่สองคน จักเป็นผู้รู้ทั่วถึงธรรมจำนวน
หลายแสน.
บทว่า ปาตุรโหสิ แปลว่า ปรากฏแล้ว. บทว่า สมเลหิ จินฺติโต
ได้แก่ อันครูทั้ง ๖ ผู้มีมลทินคิดกันแล้ว. จริงอยู่ ครูทั้ง ๖ นั้น เกิดก่อน
แสดงธรรมคือมิจฉาทิฏฐิที่มีมลทิน เหมือนกระจายหนาม และราดยาพิษไปทั่ว
ชมพูทวีป. บทว่า อปาปุเรตํ ความว่า จงเปิดประตูอมตนครนั้น. บทว่า
อมตสฺส ทฺวารํ ได้แก่ อริยมรรคอันเป็นประตูแห่งอมตนครคือพระนิพพาน.
ด้วยคำว่า สุณนฺตุ ธมฺมํ วิมเลนานุพุทฺธํ พรหมทูลอาราธนาว่า ข้าแต่
พระผู้มีพระภาคเจ้า ก่อนอื่นขอสัตว์เหล่านี้ จงสดับธรรม คือ สัจจะ ๔ ที่
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ชื่อว่า ปราศจากมลทิน เพราะไม่มีมลทินมีราคะ
เป็นต้น ตามรู้แล้ว.
บทว่า เสเล ยถา ปพฺพตมุทฺธนิฏฺิโต ความว่า เหมือนยืนอยู่
บนยอดภูเขาอันล้วนแต่หินเป็นแท่งทึบ. จริงอยู่ กิจคือการชะเง้อคอยื่นออกไป
เป็นต้น เพื่อแสดงแก่ผู้ที่ยืนอยู่ในที่นั้น ย่อมไม่มี. บทว่า ตถูปมํ ความว่า
ส่วนเปรียบด้วยภูเขานั้น คือมีอุปมาเหมือนภูเขาหิน. ก็ความสังเขปในข้อนี้มี
ดังนี้ บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนยอดภูเขาหิน พึงมองเห็นประชุมชนโดยรอบ
ฉันใด ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีเมธา ผู้มีปัญญาดี ผู้มีจักษุโดยรอบ ด้วย
พระสัพพัญญุตญาณ แม้พระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน โปรดเสด็จขึ้นสู่ปราสาท
อันสำเร็จด้วยธรรม สำเร็จด้วยปัญญา พระองค์เองก็ปราศจากความโศก
ทรงเพ่งพิจารณาเห็น หมู่ชนผู้คลาดคล่ำด้วยความโศก และถูกชาติชราครอบงำ.
ก็ในข้อนั้นมีอธิบายดังนี้. เหมือนอย่างว่า ชนทั้งหลายทำนาแปลงใหญ่โดยรอบ
ณ เชิงภูเขา ปลูกกระท่อมหลายหลังที่แนวคันนาในที่นั้น ก่อไฟไว้ตลอดคืน
ในราตรี และพึงมีแต่ความมืดอันประกอบด้วยองค์ เมื่อเป็นดังนั้น เมื่อ
บุรุษผู้มีจักษุนั้น ยืนอยู่บนยอดภูเขามองดูพื้นดิน แนวคันนาก็ไม่ปรากฏ
กระท่อมทั้งหลายก็ไม่ปรากฏ ผู้คนที่นอนอยู่ในที่กระท่อมนั้นก็ไม่ปรากฏ
ปรากฏแต่เพียงแสงไฟ ในกระท่อมเท่านั้น ฉันใด เมื่อพระตถาคตขึ้นสู่
ปราสาทคือธรรม ตรวจดูหมู่สัตว์ก็ฉันนั้น เหล่าสัตว์ผู้ไม่กระทำคุณงาม
ความดีไว้ แม้นั่ง ณ ข้างพระชานุเบื้องขวาในวิหารเดียวกัน ก็ไม่ปรากฏแก่
พุทธจักษุได้ ย่อมเป็นเหมือนลูกศรที่ยิงไปในเวลากลางคืน แต่เหล่าเวไนย-
บุคคลผู้ได้ทำคุณงามความดีไว้เท่านั้น แม้จะอยู่ในที่ไกล ก็มาปรากฏแก่พุทธ
จักษุนั้นได้ เวไนยบุคคลนั้นเป็นดุจไฟ และเป็นดุจภูเขาหิมวันต์ สมจริง
ตามที่พระองค์ตรัสไว้ว่า
สัตบุรุษ ย่อมปรากฏในที่ไกล
เหมือนภูเขาหิมวันต์ อสัตบุรุษอยู่ในที่นั้น
ก็ไม่ปรากฏ เหมือนลูกศรที่ยิ่งไปในเวลา
กลางคืน.
บทว่า อชฺเฌสนํ ได้แก่ การอาราธนา. บทว่า พุทฺธจกฺขุนา
ได้แก่ ด้วยอินทริยปโรปริยญาณ และอาสยานุสยญาณ. จริงอยู่ คำว่า พุทฺธ-
จกฺขุ เป็นชื่อของญาณทั้ง ๒ นี้. คำว่า สมนฺตจกฺขุ เป็นชื่อของสัพพัญญุตญาณ.
คำว่า ธมฺมจกฺขุ เป็นชื่อของมรรคญาณทั้ง ๓. พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า
อปฺปรชกฺเข เป็นต้นดังต่อไปนี้ ก็ชนเหล่าใดมีธุลีคือกิเลสมีราคะเป็นต้นใน
จักขุคือปัญญาน้อยโดยนัยดังกล่าวแล้ว ชนเหล่านั้น ชื่อว่า อัปปรชักขะ
ผู้มีธุลีคือกิเลสในดวงตาน้อย. ชนเหล่าใด มีธุลีคือกิเลสในดวงตามาก ชน
เหล่านั้น ชื่อว่า มหารชักขะ ผู้มีกิเลสในดวงตามาก. ชนเหล่าใด มีอินทรีย์
มีศรัทธาเป็นต้น แก่กล้า ชนเหล่านั้น ชื่อว่า ติกขินทรียะ มีอินทรีย์แก่กล้า.
ชนเหล่าใดมีอินทรีย์เหล่านั้นน้อย ชนเหล่านั้น ชื่อว่า มุทินทรียะ มีอินทรีย์อ่อน.
ชนเหล่าใดมีอาการ มีศรัทธาเป็นต้นดี ชนเหล่านั้น ชื่อว่า สวาการ มีอาการดี.
ชนเหล่าใดกำหนดเหตุที่เขาแสดงแล้ว สามารถให้ผู้อื่นเข้าใจได้โดยง่าย ชนเหล่า
นั้น ชื่อว่า สุวิญญาปยะ จะพึงสอนให้รู้ได้โดยง่าย. ชนเหล่าใดเห็นปรโลก
และโทษว่าเป็นภัย ชนเหล่านั้น ชื่อว่า ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี. ในข้อนี้มี
พระบาลีดังต่อไปนี้ บุคคลผู้มีศรัทธา ชื่อว่า อัปปรชักขะ มีกิเลสดุจธุลีใน
ดวงตาน้อย, บุคคลผู้ไม่มีศรัทธา ชื่อว่า มหารชักขะ มีกิเลสดุจธุลีในดวงตา
มาก, ผู้ปรารภความเพียร ชื่อว่า อัปปรชักขะ, ผู้เกียจคร้าน ชื่อว่า มหารชักขะ,
ผู้มีสติตั้งมั่น ชื่อว่า อัปปรชักขะ ผู้มีสติหลงลืม ชื่อว่า มหารชักขะ ผู้มีจิต
ตั้งมั่น ชื่อว่า อัปปรชักชะ. ผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ชื่อว่า มหารชักขะ, ผู้มีปัญญา
ชื่อว่า อัปปรชักขะ, ผู้ทรามปัญญา ชื่อว่า มหารชักขะ ผู้มีกิเลสดุจธุลีใน
ดวงตามาก อนึ่ง บุคคลผู้มีศรัทธา ชื่อว่า ติกขินทริยะ มีอินทรีย์แก่กล้า
บุคคลผู้มีปัญญา ชื่อว่า มีปกติเห็นปรโลกและโทษว่าเป็นภัย บุคคลผู้ทราม
ปัญญา ชื่อว่า ไม่เห็นปรโลกและโทษว่าเป็นภัย. บทว่า โลโก ได้แก่
ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก สัมปัตติโลก วิปัตติภวโลก โลกหนึ่งได้
แก่สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร โลก ๒ ได้แก่นามและรูป โลก ๓ ได้แก่
เวทนา ๓ โลก ๔ ได้แก่อาหาร โลก ๕ ได้แก่อุปาทานขันธ์ ๕ โลก ๖
ได้แก่อายตนะภายใน ๖ โลก ๗ ได้แก่วิญญาณฐิติ ๗ โลก ๘ ได้แก่โลก
ธรรม ๘ โลก ๙ ได้แก่สัตตาวาส ๙ โลก ๑๐ ได้แก่อายตนะ ๑๐ โลก ๑๒
ได้แก่อายตนะ ๑๒ โลก ๑๘ ได้แก่ธาตุ ๑๘. บทว่า วชฺชํ ความว่า กิเลส
ทั้งหมดชื่อว่าโทษ ทุจริตทั้งหมดชื่อว่าโทษ อภิสังขารทั้งหมดชื่อว่าโทษ
กรรมที่นำสัตว์ไปสู่ภพทั้งหมดชื่อว่าโทษ ความสำคัญว่าในโลกนี้และในโทษนี้
เป็นภัยทั้งหมดปรากฏเหมือนเพชฌฆาตเงื้อดาบ. รู้เห็นรู้ทั่วแทงตลอดอินทรีย์
๕ เหล่านี้ โดยอาการ ๕๐ เหล่านี้ นี้ชื่อว่าอินทริยปโรปริยัตตญาณของพระ-
ตถาคต.
บทว่า อุปฺปลินิยํ ได้แก่ ในดงอุบล. แม้ในบทนอกนี้ ก็นัยนี้
เหมือนกัน. บทว่า อนฺโตนิมุคฺคโปสีนิ ได้แก่ ดอกบัวที่จมอยู่ใต้น้ำอัน
น้ำหล่อเลี้ยงไว้. บทว่า อทกํ อจิจุคฺคมฺม ติฏฺฐนิต ได้แก่ ดอกบัวที่
โผล่ขึ้นพ้นน้ำ. ในดอกบัวเหล่านั้น ดอกบัวที่โผล่ขึ้นพ้นน้ำ ย่อมรอคอยสัมผัส
รัศมีพระอาทิตย์ ซึ่งจะบานในวันนี้ แต่ดอกบัวที่ตั้งอยู่เสมอน้ำ ซึ่งจะบานใน
วันพรุ่งนี้ ดอกบัวที่ยังไม่พ้นน้ำ จมอยู่ใต้น่าอันน้ำหล่อเลี้ยงไว้ จะบานได้ใน
วันที่ ๓ แม้ดอกบัวที่เกิดในน้ำเป็นต้นอื่น ๆ ที่ยังไม่พ้นน้ำก็มี จักไม่บาน
จักเป็นภักษาของปลาและเต่าเท่านั้น ดอกบัวเหล่านั้นมิได้ยกขึ้นสู่บาลี แต่ท่าน
นำมาแสดงไว้เข้าใจว่าควรแสดง. บุคคล ๔ จำพวก คือ อุคฆติตัญญู วิปจิ
ตัญญู เนยยะ ปทปรมะ ก็เหมือนดอกบัว ๔ ชนิด เหล่านั้นนั่นเอง
ในบุคคล ๔ จำพวกเหล่านั้น บุคคลใด ตรัสรู้ธรรมพร้อมกับเวลาที่
ท่านยกหัวข้อธรรมขึ้นแสดง บุคคลนี้เรียกว่า อุคฆตติตัญญู. บุคคลใด ตรัสรู้ธรรม
ในเมื่อท่านจำแนกอรรถแห่งธรรมที่กล่าวโดยย่อให้พิสดาร บุคคลนี้เรียกว่า
วิปจิตัญญู. บุคคลใดว่าโดยอุเทศโดยสอบถาม ใส่ใจโดยแยบคาย เสพ คบ
เข้าไปนั่งใกล้กัลยาณมิตร ตรัสรู้ธรรมโดยลำดับ บุคคลนี้เรียกว่า เนยยะ.
บุคคลใดสดับมากก็ดี กล่าวมากก็ดี ทรงจำได้มากก็ดี ให้ผู้อื่นสอนมากก็ดี
ยังตรัสรู้ธรรมในชาตินั้นไม่ได้ บุคคลนี้เรียกว่า ปทปรมะ. ในบุคคล ๔ จำพวก
เหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูหมื่นโลกธาตุซึ่งเสมือนดงอุบลเป็นต้น
ได้ทรงเห็นว่า อุคฆคิตัญญูเหมือนดอกบัวที่จะบานในวันนี้ วิปจิตัญญูเหมือน
ดอกบัวที่จะบานในวันพรุ่งนี้ เนยยะเหมือนดอกบัวที่จะบานในวันที่ ๓
ปทปรมะเหมือนดอกบัวที่เป็นภักษาแห่งปลาและเต่า. และพระผู้มีพระภาคเจ้า
เมื่อทรงเห็น ได้ทรงเห็นโดยอาการทั้งปวงอย่างนี้ว่า สัตว์มีประมาณเท่านี้
มีกิเลสดุจธุลีในดวงตาน้อย สัตว์มีประมาณเท่านี้มีกิเลสดุจธุลีในดวงตามาก
ในสัตว์แม้เหล่านั้น สัตว์มีประมาณเท่านี้ เป็นอุคฆติตัญญู
ในบุคคล ๔ เหล่านั้น พระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อม
สำเร็จประโยชน์แก่บุคคล ๓ จำพวก (แรก) ในอัตภาพนี้ทีเดียว สำหรับ
พวกปทปรมะ ย่อมเป็นวาสนา [อบรมบ่มบารมี] เพื่อสำเร็จประโยชน์ใน
อนาคตกาลข้างหน้า. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่าการแสดงธรรม
จะนำประโยชน์มาแก่บุคคล ๔ จำพวกเหล่านี้ จึงมีพระประสงค์จะทรงแสดง
ธรรม แล้วทรงแบ่งเหล่าสัตว์ในภพ ๓ ทั้งหมดเป็น ๒ ส่วน คือภัพบุคคล
และอภัพบุคคลอีก ซึ่งท่านหมายถึงกล่าวไว้ว่า เหล่าสัตว์ผู้เป็นอภัพบุคคล
เป็นไฉน คือเหล่าสัตว์ผู้ประกอบด้วยกัมมาวรณะเครื่องกรรม คือกรรม ประกอบ
ด้วยวิปากาวรณะ ประกอบด้วยกิเลสาวรณะ เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีฉันทะ
มีปัญญาทราม ไม่ควรจะหยั่งลงสู่นิยามธรรม ๆ ทำแน่นอนสู่สัมมัตตะความเป็น
ธรรมชอบในกุศลธรรมทั้งหลาย นี้คือเหล่าสัตว์ผู้เป็นอภัพบุคคลนั้น เหล่า
สัตว์ผู้เป็นภัพบุคคลเป็นไฉน คือเหล่าสัตว์ผู้ไม่ประกอบด้วยกัมมาวรณะ ฯลฯ
ีนี้คือเหล่าสัตว์ผู้เป็นภัพบุคคลนั้น ในบุคคล ๒ เหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงละอภัพบุคคลทั้งหมด ทรงใช้พระญาณกำหนดภัพบุคคลเท่านั้น แบ่งเป็น
๖ พวก ว่าในที่นี้มีพวกราคจริตเท่านี้ พวกโทสจริตเท่านี้ พวกโมหจริต
วิตักกจริต สัทธาจริต และพุทธจริตเท่านี้. ครั้นทรงแบ่งอย่างนี้แล้ว จึงมี
พระพุทธดำริว่า จักทรงแสดงธรรม.
บทว่า ปจฺจภาส ได้แก่ ไค้ตรัสตอบ. บทว่า อปารุตา ได้แก่
เปิดแล้ว บทว่า อมตสฺส ทฺวารา ได้แก่ พระอริยมรรค. จริงอยู่ พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า พระอริยมรรคนั้น เป็นทวารแห่งพระนิพพานกล่าว
คืออมตนคร พระอริยมรรคนั้นเราเปิดสถาปนาไว้แล้ว บทว่า ปมฺุจนฺตุ
สทฺธํ ความว่า ชนทั้งปวงจงหลั่งคือปล่อยศรัทธาของตนออกมา. ใน ๒ บท
หลัง มีเนื้อความดังนั้นว่า จริงอยู่ เราสำคัญว่าจะลำบากกายและวาจา จึงไม่
กล่าวธรรมอันประณีตสูงสุดนี้ที่คล่องแคล่วของตน แม้ที่เราพร้อมประกาศ
อยู่แล้ว ก็บัดนี้ชนทั้งปวงจงน้อมภาชนะคือศรัทธาเข้ามา เราจักทำความดำริ
ของพวกเขาให้เต็ม.
บทว่า อนฺตรธายิ ความว่า ท้าวสหัมบดีพรหมเอาของหอมและ
ดอกไม้เป็นต้น บูชาพระศาสดาแล้วอันตรธานไป อธิบายว่า ไปยังที่อยู่ของตน
นั่นเอง. ก็แลเมื่อท้าวสหัมบดีพรหมนั้นเสด็จไปแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
พระดำริว่า เราจะพึงแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ ทรงทราบว่าอาฬารดาบส
เละอุททกดาบสทำกาละแล้ว และทราบว่าเหล่าภิกษุปัญจวัคคีย์มีอุปการะมาก
มีพระพุทธประสงค์จะทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์เหล่านั้น จึงเสด็จไป
ยังอิสิปตนมฤคทายวัน กรุงพาราณสี แล้วทรงประกาศธรรมจักร ดังนี้แล.
จบอรรถกถาอายาจนสูตรที่ ๑

ฟัง อ่าน เรื่องนี้แล้ว รู้สึกอย่างไร ? เชิญ สนทนาธรรมด้านล่างนี้

comments

Got anything to say? Go ahead and leave a comment!