15-157 ภิกษุหลายรูป



พระไตรปิฎก


๑. สัมพหุลสูตร
ว่าด้วยภิกษุหลายรูป
[๔๗๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นครศิลาวดี แคว้นสักกะ สมัยนั้น
ภิกษุหลายรูปเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่ใกล้พระผู้มี
พระภาค
[๔๗๙] ครั้งนั้น มารผู้มีบาปแปลงกายเป็นพราหมณ์ สวมชฎาใหญ่ นุ่งหนังเสือ
เป็นคนแก่ หลังโกง หายใจเสียงดังครืดคราด ถือไม้เท้าทำด้วยไม้มะเดื่อ เข้าไปหา
ภิกษุเหล่านั้นถึงที่อยู่แล้วจึงกล่าวกับภิกษุเหล่านั้นดังนี้ว่า “บรรพชิตผู้เจริญทั้งหลาย
พวกท่านเป็นนักบวชที่ยังหนุ่มแน่น มีผมดำสนิท อยู่ในวัยแรกรุ่นอันเจริญ แต่ไม่
เพลิดเพลินในกามคุณทั้งหลาย ขอพวกท่านจงบริโภคกามทั้งหลายอันเป็นของมนุษย์
พวกท่านอย่าละกามที่เห็นเฉพาะหน้าวิ่งไปหากามทิพย์อันมีอยู่ตามกาลเลย”
ภิกษุเหล่านั้นตอบว่า “พราหมณ์ พวกข้าพเจ้ามิได้ละกามที่เห็นเฉพาะหน้า
แล้ววิ่งไปหากามทิพย์อันมีอยู่ตามกาลเลย แต่พวกข้าพเจ้าละกามทิพย์อันมีอยู่ตาม
กาลแล้ววิ่งไปหาธรรมที่เห็นเฉพาะหน้า พราหมณ์ เพราะว่ากามทั้งหลายอันมีอยู่
ตามกาล พระผู้มีพระภาคตรัสว่ามีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษ
ยิ่งนัก ส่วนธรรมนี้เป็นธรรมที่ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นชัดด้วยตนเอง ไม่ประกอบด้วยกาล
ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน” เมื่อภิกษุ
เหล่านั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว มารผู้มีบาปจึงสั่นศีรษะ แลบลิ้น ทำหน้าผากให้ย่น
เป็น ๓ รอย ยันไม้เท้าจากไป
[๔๘๐] ครั้งนั้น ภิกษุเหล่านั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาท
พระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจ
อยู่ในที่ใกล้พระองค์ ณ ที่นี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีพราหมณ์คนหนึ่งสวมชฎาใหญ่
นุ่งหนังเสือ เป็นคนแก่ หลังโกง หายใจเสียงดังครืดคราด ถือไม้เท้าทำด้วยไม้มะเดื่อ
เข้ามาหาพวกข้าพระองค์ถึงที่อยู่ ได้กล่าวกับพวกข้าพระองค์ดังนี้ว่า ‘บรรพชิต
ผู้เจริญทั้งหลาย พวกท่านเป็นนักบวชที่ยังหนุ่มแน่น มีผมดำสนิท อยู่ในวัยแรกรุ่น
อันเจริญ แต่ไม่เพลิดเพลินในกามทั้งหลาย ขอพวกท่านจงบริโภคกามทั้งหลาย
อันเป็นของมนุษย์ พวกท่านอย่าละกามที่เห็นเฉพาะหน้าแล้ววิ่งไปหากามทิพย์อันมี
อยู่ตามกาลเลย’
เมื่อพราหมณ์กล่าวอย่างนี้แล้ว พวกข้าพระองค์ได้กล่าวกับพราหมณ์นั้นว่า
‘พราหมณ์ พวกข้าพเจ้ามิได้ละกามที่เห็นเฉพาะหน้าแล้ววิ่งไปหากามทิพย์อันมีอยู่
ตามกาลเลย แต่พวกข้าพเจ้าละกามทิพย์อันมีอยู่ตามกาลแล้ววิ่งไปหาธรรมที่เห็น
เฉพาะหน้า เพราะว่ากามทั้งหลายอันมีอยู่ตามกาล พระผู้มีพระภาคตรัสว่ามี
ทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษยิ่งนัก ส่วนธรรมนี้เป็นธรรมที่ผู้ปฏิบัติ
จะพึงเห็นชัดด้วยตนเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน
อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน’ เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้แล้ว พราหมณ์นั้นสั่นศีรษะ
แลบลิ้น ทำหน้าผากให้ย่นเป็น ๓ รอย ยันไม้เท้าจากไป”
[๔๘๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย นั่นมิใช่พราหมณ์ นั่นคือมารผู้มีบาป
มาเพื่อลวงพวกเธอให้หลงเข้าใจผิด”
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงตรัสพระคาถานี้
ในเวลานั้นว่า
ผู้ใดเห็นทุกข์มีกามเป็นต้นเหตุแล้ว
ผู้นั้นจะพึงน้อมไปในกามได้อย่างไร
บุคคลทราบอุปธิว่าเป็นเครื่องข้องในโลกแล้ว
พึงศึกษาเพื่อกำจัดอุปธินั้น A
สัมพหุลสูตรที่ ๑ จบ
เชิงอรรถ
A ดูเทียบคาถาข้อ ๑๕๖ หน้า ๒๐๐ ในเล่มนี้

บาลี



สมฺพหุลสุตฺต
[๔๗๘] เอวมฺเม สุต เอก สมย ภควา สกฺเกสุ วิหรติ
สิลาวติย ฯ เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุลา ภิกฺขู ภควโต
อวิทูเร อปฺปมตฺตา อาตาปิโน ปหิตตฺตา วิหรนฺติ ฯ
[๔๗๙] อถ โข มาโร ปาปิมา พฺราหฺมณวณฺณ อภินิมฺมินิตฺวา
มหนฺเตน ชฏณฺฑุเวน อชินกฺขิปนิวตฺโถ ชิณฺโณ โคปานสิวงฺโก
ฆุรุฆุรุปสฺสาสี อุทุมฺพรทณฺฑ คเหตฺวา เยน เต ภิกฺขู เตนุปสงฺกมิ
อุปสงฺกมิตฺวา เต ภิกฺขู เอตทโวจ ทหรา ภวนฺโต ปพฺพชิตา สุสู
กาฬเกสา ภเทฺรน โยพฺพเนน สมนฺนาคตา ปเมน วยสา อนิกฺกีฬิตาวิโน
กาเมสุ ภุฺชนฺตุ ภวนฺโต มานุสเก กาเม มา สนฺทิฏฺิก
หิตฺวา กาลิก อนุธาวิตฺถาติ ฯ น โข มย พฺราหฺมณ สนฺทิฏฺิก หิตฺวา
กาลิก อนุธาวาม กาลิกฺจ โข มย พฺราหฺมณ หิตฺวา สนฺทิฏฺิก
อนุธาวาม กาลิกา หิ พฺราหฺมณ กามา วุตฺตา ภควตา พหุทุกฺขา
พหูปายาสา อาทีนโว เอตฺถ ภิยฺโย สนฺทิฏฺิโก อย ธมฺโม
อกาลิโก เอหิปสฺสิโก โอปนยิโก ปจฺจตฺต เวทิตพฺโพ วิฺูหีติ ฯ
เอว วุตฺเต มาโร ปาปิมา สีส โอกมฺเปตฺวา ชิวฺห นิลฺลาเฬตฺวา
ติวิสาข นลาเฏน นลาฏิก วุฏฺาเปตฺวา ฑณฺฑโมลุพฺภ ปกฺกามิ ฯ
[๔๘๐] อถ โข เต ภิกฺขู ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา
ภควนฺต อภิวาเทตฺวา เอกมนฺต นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺต นิสินฺนา
โข เต ภิกฺขู ภควนฺต เอตทโวจุ อิธ มย ภนฺเต ภควโต
อวิทูเร อปฺปมตฺตา อาตาปิโน ปหิตตฺตา วิหราม อถ โข
ภนฺเต อฺตโร พฺราหฺมโณ มหนฺเตน ชฏณฺฑุเวน อชินกฺขิปนิวตฺโถ
ชิณฺโณ โคปานสิวงฺโก ฆุรุฆุรุปสฺสาสี อุทุมฺพรทณฺฑ คเหตฺวา
เยน มย เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อเมฺห เอตทโวจ ทหรา
ภวนฺโต ปพฺพชิตา สุสู กาฬเกสา ภเทฺรน โยพฺพเนน สมนฺนาคตา
ปเมน วยสา อนิกฺกีฬิตาวิโน กาเมสุ ภุฺชนฺตุ ภวนฺโต
มานุสเก กาเม มา สนฺทิฏฺิก หิตฺวา กาลิก อนุธาวิตฺถาติ
เอว วุตฺเต มย ภนฺเต ต พฺราหฺมณ เอตทโวจุมฺห น โข
มย พฺราหฺมณ สนฺทิฏฺิก หิตฺวา กาลิก อนุธาวาม กาลิกฺจ
โข มย พฺราหฺมณ หิตฺวา สนฺทิฏฺิก อนุธาวาม กาลิกา หิ
พฺราหฺมณ กามา วุตฺตา ภควตา พหุทุกฺขา พหูปายาสา อาทีนโว
เอตฺถ ภิยฺโย สนฺทิฏฺิโก อย ธมฺโม อกาลิโก เอหิปสฺสิโก
โอปนยิโก ปจฺจตฺต เวทิตพฺโพ วิฺูหีติ เอว วุตฺเต ภนฺเต
โส พฺราหฺมโณ สีส โอกมฺเปตฺวา ชิวฺห นิลฺลาเฬตฺวา ติวิสาข
นลาเฏน นลาฏิก วุฏฺาเปตฺวา ทณฺฑโมลุพฺภ ปกฺกนฺโตติ ฯ
[๔๘๑] เนโส ภิกฺขเว พฺราหฺมโณ มาโร เอโส ปาปิมา
ตุมฺหาก วิจกฺขุกมฺมาย อาคโตติ ฯ อถ โข ภควา เอตมตฺถ
วิทิตฺวา ตาย เวลาย อิม คาถ อภาสิ
โย ทุกฺขมทฺทกฺขิ ยโตนิทาน
กาเมสุ โส ชนฺตุ กถ นเมยฺย
อุปธึ วิทิตฺวา สงฺโคติ โลเก
ตสฺเสว ชนฺตุ วินยาย สิกฺเขติ ฯ

 

อรรถกถา


อรรถกถาสัมพหุลสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสัมพหุลสูตรที่ ๑ วรรคที่ ๓ ต่อไป:-
บทว่า ชฏณฺฑุเวน ได้แก่เทริดเซิงผม. บทว่า อชินกฺขิปนิวตฺโถ
ได้แก่หนึ่งเสือที่มีเล็บเท้างาม นุ่งผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง. บทว่า อุทุมฺพรทณฺฑํ
ได้แก่ถือไม้เท้าไม้มะเดื่อ คดนิดหน่อย เพื่อประกาศความเป็นผู้มักน้อย. บทว่า
เอตทโวจ ความว่า มารถือเพศนักบวชพราหมณ์แก่ เพราะเป็นนักบวชใน
จำพวกพราหมณ์ก็ดี เป็นผู้แก่ในจำพวกนักบวชก็ดี ด้วยเข้าใจว่าธรรมดาถ้อยคำ
ของพราหมณ์ รับฟังกันด้วยดีในโลก แล้วเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้น ผู้ทำกิจ ณ
ที่สำหรับทำความเพียร ยกมือทั้งสองขึ้น ได้กล่าวคำว่า ทหรา ภวนฺโต
เป็นต้นนั้น. บทว่า โอกมฺเปตฺวา แปลว่า เอาคางจดท้องค้อมตัวตัวลงต่ำ.
บทว่า ชิวฺหํ นิลฺลาเฬตฺวา ได้แก่แลบลิ้นใหญ่รับคำข้าว เสียไปสองข้าง
ทั้งข้างบนทั้งข้างล่าง. บทว่า ติวิสาขํ ได้แก่ ๓ รอย. บทว่า นลาฏิกํ ความ
ว่ารอยย่น ปรากฏที่หน้าผากอันสยิ้ว. บทว่า ปกฺกามิ ความว่า พราหมณ์แก่
กล่าวว่า พวกท่านไม่เชื่อคำของผู้รู้ จงเข้าไปที่เร้นของตนเถิด แล้วจับทาง
ไปทางหนึ่ง.
จบอรรถกถาสัมพหุลสูตรที่ ๑

ฟัง อ่าน เรื่องนี้แล้ว รู้สึกอย่างไร ? เชิญ สนทนาธรรมด้านล่างนี้

comments

Got anything to say? Go ahead and leave a comment!