15-156 มารอัญเชิญพระผู้มีพระภาคให้เสวยราชสมบัติ



พระไตรปิฎก


๑๐. รัชชสูตร
ว่าด้วยมารอัญเชิญพระผู้มีพระภาคให้เสวยราชสมบัติ
[๔๗๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กระท่อมกลางป่า
ในหิมวันตประเทศ แคว้นโกศล ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด
เกิดความรำพึงอย่างนี้ว่า “เราจะสามารถเสวยราชสมบัติโดยธรรม โดยที่ไม่
เบียดเบียนเอง ไม่ใช้ให้ผู้อื่นเบียดเบียน ไม่ทำให้เขาเสื่อมเอง ไม่ใช้ผู้อื่นทำเขา
ให้เสื่อม ไม่ทำเขาให้เศร้าโศกเอง ไม่ใช้ผู้อื่นทำเขาให้เศร้าโศก หรือไม่หนอ”
[๔๗๖] ครั้งนั้น มารผู้มีบาปทราบความรำพึงของพระผู้มีพระภาคด้วยใจแล้ว เข้าไป
เฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ขอพระผู้มี
พระภาคจงเสวยราชสมบัติเถิด พระพุทธเจ้าข้า ขอพระสุคตจงเสวยราชสมบัติ
โดยธรรม โดยที่ไม่เบียดเบียนเอง ไม่ใช้ผู้อื่นให้เบียดเบียน ไม่ทำเขาให้เสื่อมเอง
ไม่ใช้ผู้อื่นทำเขาให้เสื่อม ไม่ทำเขาให้เศร้าโศกเอง ไม่ใช้ผู้อื่นทำเขาให้เศร้าโศก”
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มารผู้มีบาป ท่านเห็นอะไรของเรา ทำไมจึงพูดกับเรา
อย่างนี้ว่า ‘ขอพระผู้มีพระภาคจงเสวยราชสมบัติเถิด พระพุทธเจ้าข้า ขอพระสุคต
จงเสวยราชสมบัติโดยธรรม โดยไม่เบียดเบียนเอง ไม่ใช้ผู้อื่นให้เบียดเบียน ไม่ทำ
เขาให้เสื่อมเอง ไม่ใช้ผู้อื่นทำเขาให้เสื่อม ไม่ทำเขาให้เศร้าโศกเอง ไม่ใช้ผู้อื่น
ทำเขาให้เศร้าโศก”
มารกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อิทธิบาท ๔ ประการ พระองค์
ทรงเจริญ ทำให้มาก ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ตั้งไว้เนือง ๆ สั่งสมแล้ว
ปรารภเสมอดีแล้ว ก็เมื่อพระองค์ทรงพระประสงค์พึงอธิษฐานภูเขาหลวงชื่อว่าหิมพานต์
ให้เป็นทองคำล้วน ภูเขานั้นก็เป็นทองคำล้วนได้จริง”
[๔๗๗] พระผู้มีพระภาคตรัสกับมารด้วยพระคาถาว่า
ภูเขาทองคำล้วนทั้งลูก ถึงสองเท่า
ก็ยังไม่จุใจสำหรับบุคคลคนหนึ่ง
บุคคลทราบดังนี้แล้ว พึงประพฤติสงบ
ผู้ใดเห็นทุกข์มีกามเป็นต้นเหตุแล้ว
ผู้นั้นจะพึงน้อมไปในกามได้อย่างไร
บุคคลทราบอุปธิ A ว่าเป็นเครื่องข้องในโลกแล้ว
พึงศึกษาเพื่อกำจัดอุปธินั้น
ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์เสียใจว่า “พระผู้มีพระภาคทรงรู้จักเรา พระสุคต
ทรงรู้จักเรา” จึงหายตัวไป ณ ที่นั้นเอง
รัชชสูตรที่ ๑๐ จบ
เชิงอรรถ
A อุปธิ ในที่นี้หมายถึงกามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ (สํ.ส.อ. ๑/๑๕๖/๑๗๓)

บาลี



รชฺชสุตฺต
[๔๗๕] เอก สมย ภควา โกสเลสุ วิหรติ หิมวนฺตปฺปเทเส ๑
อรฺกุฏิกาย ฯ อถ โข ภควโต รโหคตสฺส ปฏิสลฺลีนสฺส เอว
เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ สกฺกา นุ โข รชฺช กาเรตุ อหน
อฆาตน อชิน อชาปย อโสจ อโสจาปย ธมฺเมนาติ ฯ
[๔๗๖] อถ โข มาโร ปาปิมา ภควโต เจตสา เจโต
ปริวิตกฺกมฺาย เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺต
เอตทโวจ กาเรตุ ภนฺเต ภควา รชฺช กาเรตุ สุคโต รชฺช
อหน อฆาตน อชิน อชาปย อโสจ อโสจาปย ธมฺเมนาติ ฯ
กึ ปน เม ตฺว ปาปิม ปสฺสสิ ย ๒ ม ตฺว เอว วเทสิ กาเรตุ
ภนฺเต ภควา รชฺช กาเรตุ สุคโต รชฺช อหน อฆาตย อชิน
อชาปย อโสจ อโสจาปย ธมฺเมนาติ ฯ ภควโต ๓ โข ภนฺเต
จตฺตาโร อิทฺธิปาทา ภาวิตา พหุลีกตา ยานีกตา วตฺถุกตา อนุฏฺิตา
ปริจิตา สุสมารทฺธา อากงฺขมาโน ปน ภนฺเต ภควา หิมวนฺต
ปพฺพตราช สุวณฺณนฺเตฺวว อธิมุจฺเจยฺย สุวณฺณปพฺพตสฺสาติ ฯ ๔
[๔๗๗] ปพฺพตฺตสฺส สุวณฺณสฺส ชาตรูปสฺส เกวลา ๕
ทฺวิตาว นาลเมกสฺส ๖ อิติ วิทฺธา ๗ สมฺจเร
โย ทุกฺขมทฺทกฺขิ ยโตนิทาน
กาเมสุ โส ชนฺตุ กถ นเมยฺย
อุปธึ วิทิตฺวาน สงฺโคติ โลเก
ตสฺเสว ชนฺตุ วินยาย สิกฺเขติ ฯ
อถ โข มาโร ปาปิมา ชานาติ ม ภควา ชานาติ ม
สุคโตติ ทุกฺขี ทุมฺมโน ตตฺเถวนฺตรธายีติ ฯ

******************

๑ สี. หิมวนฺตปสฺเส ฯ
๒ สี. กึ ฯ ๓ ม. ยุ. ภควตา ฯ ๔ ม. สุวณฺณฺจปนสฺสาติ ฯ ๕ ม. ยุ.
เกวโล ฯ ๖ สี. วิตฺตวินาลเมกสฺส ฯ ๗ สี. วิทิตฺวาติ วา วิทฺวาติ วา ปาโ ฯ
ยุ. วิทฺวา ฯ ม. วิชฺชา ฯ

อรรถกถา


อรรถกถารัชชสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในรัชชสูตรที่ ๑๐ ต่อไป :-
บทว่า อหนํ อฆาฏยํ ได้แก่ไม่เบียดเบียนเอง ไม่ใช้ให้เขาเบียด
เบียน. บทว่า อชินํ อชาปยํได้แก่ไม่ทำความเสื่อมทรัพย์เอง ไม่ใช้ให้
เขาทำความเสื่อม. บทว่า อโสจํ อโสจาปยํ ได้แก่ไม่เศร้าโศกเอง ไม่ทำ
ให้เขาเศร้าโศก. เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นมนุษย์ทั้งหลาย ถูกผู้
ลงโทษเบียดเบียน ในรัชสมัยของเหล่าพระราชาผู้ไม่ทรงธรรม จึงทรง
พระดำริอย่างนี้ ด้วยอำนาจความกรุณา. บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า มาร
คิคว่าพระสมณโคดม ทรงดำริว่า เราอาจครองราชสมบัติได้ คงจักอยากครอง
ราชสมบัติ ก็ขึ้นชื่อว่าราชสมบัตินี้เป็นฐานที่ตั้งแห่งความประมาท เมื่อทรง
ครองราชสมบัติ เราอาจได้พบความผิดพลาด จำเราจักไปทำให้พระองค์เกิดความ
อุตสาหะ ดังนี้จึงเข้าไปเฝ้า. บทว่า อิทฺธิปาทา ได้แก่ส่วนที่ให้สำเร็จ. บทว่า
ภาวิตา ได้แก่ให้เจริญแล้ว. บทว่า พหุลีกตา ได้แก่กระทำบ่อย ๆ. บทว่า
ยานีกตา ได้แก่การทำให้เป็นดุจยานที่เทียมไว้แล้ว. บทว่า วตฺถุกตา ได้
แก่กระทำให้มีที่ตั้ง เพราะอรรถาว่าเป็นที่ตั้ง. บทว่า อนุฏฺิตา ได้แก่ ไม่
ละแล้ว ติดตามอยู่เป็นนิตย์. บทว่า ปริจิตา ได้แก่สั่งสมดี ด้วยการกระทำ
ติดต่อกัน คือชำนาญเหมือนฝีมือยิงธนูไม่พลาดของนักแม่นธนู. บทว่า สุสมา
รทฺธา ได้แก่ เริ่มพร้อมดีแล้วมีภาวนาบริบูรณ์แล้ว. บทว่า อธิมุจฺเจยฺย
ได้แก่พึงคิด.
บทว่า ปพฺพตสฺส แก้เป็น ปพฺพโต ภเวยฺย พึงมีภูเขา. บท
ทฺวิตาว ความว่า ภูเขาลูกเดียวยกไว้ก่อน ภูเขาทองขนาดใหญ่เพียงนั้นแม้
สองเท่า ก็ยังไม่พอคือไม่พอความต้องการสำหรับคน ๆ เดียวได้.
บทว่า อิติ วิทฺธา สมญฺจเร ได้แก่ เมื่อรู้อย่างนี้ พึงพระพฤติสม่ำเสมอ.
บทว่า ยโตนิทานํ ได้แก่ขึ้นชื่อว่าทุกข์มีกามคุณ ๕ เป็นเหตุ. สัตว์ใดได้เห็น
อย่างนี้ว่า ทุกข์นั้นมีกามคุณใดเป็นเหตุ. บทว่า กถํ นเมยฺย ความว่า สัตว์
นั้นพึงน้อมไปในกามเหล่านั้นอันเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ เพราะเหตุอะไร. บทว่า
อุปธึ วิทิตฺวา ความว่า รู้อุปธิคือกามคุณอย่างนี้ว่า นั่นเป็นเครื่องข้อง นี่ก็
เป็นเครื่องข้อง. บทว่า ตสฺเสว ชนฺตุ วินยาย สิกฺเข ความว่าพึงศึกษา
เพื่อกำจัดอุปธินั้นนั่นแลเสีย ดังนี้.
จบอรรถกถารัชชสูตรที่ ๑๐

ฟัง อ่าน เรื่องนี้แล้ว รู้สึกอย่างไร ? เชิญ สนทนาธรรมด้านล่างนี้

comments

Got anything to say? Go ahead and leave a comment!