15-121 เครื่องจองจำ



พระไตรปิฎก


๑๐. พันธนสูตร
ว่าด้วยเครื่องจองจำ
[๓๕๒] สมัยนั้น หมู่มหาชนถูกพระเจ้าปเสนทิโกศลให้จองจำไว้แล้ว บางพวก
ถูกจองจำด้วยเชือก บางพวกถูกจองจำด้วยขื่อคา บางพวกถูกจองจำด้วยโซ่ตรวน
ครั้นเวลาเช้า ภิกษุจำนวนมากครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาต
ยังกรุงสาวัตถี กลับจากบิณฑบาต ภายหลังจากฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว เข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่งอยู่ ณ ที่สมควร ได้กราบทูล
พระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันนี้หมู่มหาชนถูกพระเจ้าปเสนทิ-
โกศลให้จองจำไว้แล้ว บางพวกถูกจองจำด้วยเชือก บางพวกถูกจองจำด้วยขื่อคา
บางพวกถูกจองจำด้วยโซ่ตรวน”
[๓๕๓] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงได้ตรัสคาถาเหล่านี้
ในเวลานั้นว่า
นักปราชญ์ทั้งหลายไม่ได้กล่าวถึงเครื่องจองจำ
ที่ทำด้วยเหล็ก ทำด้วยไม้และทำด้วยหญ้า
ว่าเป็นเครื่องจองจำที่มั่นคง
แต่กล่าวถึงความกำหนัดยินดีนักในเครื่องประดับแก้วมณี
และความอาลัยในบุตรและภรรยาทั้งหลาย
ว่าเป็นเครื่องจองจำที่มั่นคง
นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวถึงเครื่องจองจำ
ที่มีความกำหนัดยินดีนักในเครื่องประดับแก้วมณีเป็นต้นนั้น
ที่ต่ำ หย่อน แก้ได้ยาก ว่าเป็นเครื่องจองจำที่มั่นคง
ธีรชนตัดเครื่องจองจำแม้เช่นนั้นได้แล้วออกบวช
เป็นผู้ไม่มีความอาลัย ละกามสุขเสียได้ A
พันธนสูตรที่ ๑๐ จบ
เชิงอรรถ
A ดู ขุ.ธ. ๒๕/๓๔๕-๓๔๖/๗๖-๗๗

บาลี



พนฺธนสุตฺต
[๓๕๒] เตน โข ปน สมเยน รฺา ปเสนทิโกสเลน
มหาชนกาโย พนฺธาปิโต โหติ ฯ อปฺเปกจฺเจ รชฺชูหิ อปฺเปกจฺเจ
อทฺทูหิ ๑ อปฺเปกจฺเจ สงฺขลิกาหิ ฯ อถ โข สมฺพหุลา ภิกฺขู
ปุพฺพณฺหสมย นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สาวตฺถึ ปิณฺฑาย
ปวิสึสุ สาวตฺถิย ปิณฺฑาย จริตฺวา ๒ ปจฺฉาภตฺต ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺตา
เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺต
อภิวาเทตฺวา เอกมนฺต นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺต นิสินฺนา โข เต
ภิกฺขู ภควนฺต เอตทโวจุ อิธ ภนฺเต รฺา ปเสนทิโกสเลน
มหาชนกาโย พนฺธาปิโต โหติ ๓ อปฺเปกจฺเจ รชฺชูหิ อปฺเปกจฺเจ
อทฺทูหิ อปฺเปกจฺเจ สงฺขลิกาหีติ ฯ
[๓๕๓] อถ โข ภควา เอตมตฺถ วิทิตฺวา ตาย เวลาย อิมา
คาถาโย อภาสิ
น ต ทฬฺห พนฺธนมาหุ ธีรา
ยทายส ทารุช ปพฺพชฺจ ๔
สารตฺตรตฺตา มณิกุณฺฑเลสุ
ปุตฺเตสุ ทาเรสุ จ ยา อเปกฺขา
เอต ทฬฺห พนฺธนมาหุ ธีรา
โอหาริน สิถิล ทุปฺปมุฺจ
เอตมฺปิ เฉตฺวาน ปริพฺพชนฺติ
อนเปกฺขิโน กามสุข ปหายาติ ฯ

******************

๑ สี. ยุ. อนฺทูหิ ฯ ๒ สี. ปวิสิตฺวา ฯ
๓ สี. ม. ยุ. อย ปาโ น ทิสฺสติ ฯ ๔ พพฺพชฺจาติ วา ปาโ ฯ

อรรถกถา


อรรถกถาพันธนสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในพันธนสูตรที่ ๑๐ ต่อไป :-
ภิกษุเหล่านั้น ทูลเหตุที่พระอานนทเถระกระทำดีในมนุษย์เหล่านั้น
ดังนี้ว่า อิธ ภนฺเต รญฺา. ได้ยินว่า แก้วมณี ๘ เหลี่ยม ที่ท้าวสักกะประทาน
แก่พระเจ้ากุสราช มาสืบ ๆ กัน ตามประเพณี. เวลาทรงประดับ พระราชาตรัส
สั่งให้นำแก้วมณีนั้นมา. มนุษย์ทั้งหลาย กราบทูลว่า พวกข้าพระองค์ไม่พบใน
ที่เก็บ. พระราชาจึงให้จองจำพนักงานที่ปฏิบัติงานภายในพระราชนิเวศน์ไว้ สั่ง
ว่า พวกเจ้าจงเสาะหาแก้วมณีนั้นมาให้. พระอานนทเถระเห็นคนเหล่านั้นแล้ว
ก็ให้กั้นม่านไว้ แล้วบอกอุบายแก่พวกคนเก็บรักษา. คนเหล่านั้น ก็กราบทูล
แด่พระราชา. พระราชารับสั่งว่า พระเถระเป็นบัณฑิต พวกเจ้าจงทำตาม
พระเถระ พวกคนเก็บรักษา ก็ตั้งหม้อน้ำไว้ที่พระลานหลวงกั้นม่านไว้ แล้ว
บอกผู้คนเหล่านั้นว่า พวกท่านจงห่มผ้าแล้วไปที่นั้นจงจุ่นมือลง. คนขโมยแก้ว
มณีคิดว่า เราไม่อาจจำหน่ายหรือใช้สอยของของพระราชาได้กลับไปเรือน เอา
แก้วมณีหนีบรักแร้ห่มผ้ามาแล้วใส่ลงในหม้อน้ำ แล้วก็หลีกไป. เมื่อมหาชน
กลับไปแล้ว พวกคนของพระราชา เอามือควานในหม้อน้ำก็พบแก้วมณีแล้ว
นำไปถวายแด่พระราชา. ได้ยินว่า พระอานนทเถระเห็นแก้วมณี โดยนัยที่แสดง
แล้ว. มหาชนก็โกลาหลแตกตื่น. ภิกษุเหล่านั้น เมื่อกราบทูลเหตุที่พระอานนท์
เถระทำดีนั้น แด่พระตถาคต จึงกราบทูลเรื่องนี้. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ไม่อัศจรรย์เลย ที่อานนท์ให้นำแก้วมณี ที่ตกอยู่ในมือพวก
มนุษย์มาได้ พวกบัณฑิตแต่ก่อน ตั้งอยู่ในญาณของตนแล้วก็ให้นำสิ่งของที่
ตกอยู่ในความครอบครอง แม้ของสัตว์ดิรัจฉานซึ่งบังเกิดในอเหตุกปฏิสนธิ
มาถวายแด่พระราชาได้ แล้วตรัสมหาสารชาดกว่า
อุกฺกุฏฺเฐ สูรมิจฺฉนฺติ มนฺเตสุ อกุตูหลํ
ปิยญฺจ อนฺนปานมฺหิ อตฺเถ ชาเต จ ปณฺฑิตํ
ในคราวคับขันต้องการคนกล้า ใน
คราวปรึกษาต้องการคนไม่พูดพล่าม ใน
คราวมีข้าวน้ำต้องการคนรัก ในคราวเกิด
คดี ต้องการบัณฑิต.
บทว่า น ตํ ทฬฺหํ ความว่าปราชญ์ทั้งหลายไม่กล่าวว่าเครื่องจอง
จำนั่นมั่นคง. บทว่า ยทายสํ ได้แก่ เครื่องจองจำใดทำด้วยเหล็ก. บทว่า
สารตฺตรตฺตา ได้แก่ ยินดีแล้วยินดีเล่าด้วยดี หรือยินดีแล้ว โดยยินดีนัก
แล้ว อธิบายว่า ยินดีแล้วด้วยความสำคัญว่าสิ่งนี้เป็นสาระ. บทว่า อเปกฺขา
ได้แก่ความอาลัย ความเยื่อใย. บทว่า อาหุ แปลว่ากล่าว. บทว่า โอหารินํ
ได้แก่ คร่าไปในอบาย ๔. บทว่า สิถิลํ ได้แก่ ไม่ห้ามอิริยาบถ เหมือน
อย่างเครื่องจองจำมีเหล็กเป็นต้น. จริงอยู่ เหล่าคนที่ถูกจองจำด้วยเครื่อง
จองจำนั้น ย่อมไปประเทศอื่นก็ได้ สมุทรอื่นก็ได้ทั้งนั้น. บทว่า ทุปฺปมุญฺจํ
ได้แก่ ไม่อาจแก้ได้ เว้นแต่โลกุตรญาณ.
จบอรรถกถาพันธนสูตรที่ ๑๐

ฟัง อ่าน เรื่องนี้แล้ว รู้สึกอย่างไร ? เชิญ สนทนาธรรมด้านล่างนี้

comments

Got anything to say? Go ahead and leave a comment!