15-075 ผู้กลัว



พระไตรปิฎก


๕. ภีตสูตร
ว่าด้วยผู้กลัว
[๒๐๗] เทวดาทูลถามว่า
หมู่ชนเป็นอันมากในโลกนี้ยังจะกลัวอะไรอีกเล่า
เพราะพระพุทธเจ้าตรัสบอกทางไว้แล้วด้วยเหตุหลากหลาย A
ข้าแต่พระโคดมผู้มีปัญญาดุจแผ่นดิน
ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ถึงเหตุนั้น
บุคคลตั้งอยู่ในธรรมอะไร จึงไม่กลัวปรโลก
[๒๐๘] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
บุคคลผู้ตั้งวาจาและใจไว้โดยชอบ
มิได้ทำบาปทางกาย อยู่ครองเรือนที่มีข้าวและน้ำมาก
เป็นผู้มีศรัทธา ๑ เป็นผู้อ่อนโยน ๑
มีปกติเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ๑ รู้เจรจาปราศรัย ๑
ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ๔ ประการนี้ ชื่อว่าผู้ตั้งอยู่ในธรรม
ผู้นั้นจึงจะไม่กลัวปรโลก
ภีตสูตรที่ ๕ จบ
เชิงอรรถ
A ตรัสบอกทางไว้แล้วด้วยเหตุหลากหลาย หมายถึงตรัสบอกทางไว้แล้วด้วยเหตุเป็นอันมาก ได้แก่
อารมณ์ ๓๘ ประการ (อารมณ์ ๓๘ มาจากอารมณ์กัมมัฏฐาน ๔๐ คือ กสิณ ๑๐ (เว้นอาโลกกสิณ
และอากาสกสิณ) อนุสสติ ๑๐ อสุภะ ๑๐ พรหมวิหาร ๔ ธาตุววัตถาน ๔ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑
อานาปานสติ ๑ จึงรวมเป็น ๓๘) (สํ.ส.อ. ๑/๗๕/๙๕)

บาลี



ภีตสุตฺต
[๒๐๗] กึสูธ ภีตา ชนตา อเนกา
มคฺโควเนกายตนปฺปวุตฺโต
ปุจฺฉามิ ต โคตม ภูริปฺ
กิสฺมึ ิโต ปรโลก น ภาเยติ ฯ
[๒๐๘] วาจ มนฺจ ปณิธาย สมฺมา
กาเยน ปาปานิ อกุพฺพมาโน
พหุนฺนปาน ฆรมาวสนฺโต
สทฺโธ มุทู สวิภาคี วทฺู
เอเตสุ ธมฺเมสุ ิโต จตูสุ
ธมฺเม ิโต ปรโลก น ภาเยติ ฯ

 

อรรถกถา


อรรถกถภีตสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในภีตสูตรที่ ๕ ต่อไป :-
บทว่า กึสูธ ภีตา แก้เป็น กึ ภีตา แปลว่า กลัวอะไร. บทว่า
มคฺโค วเนกายตนํ ปวุตฺโต แปลว่า มรรคเท่านั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้
ด้วยเหตุมิใช่น้อย อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ด้วยเหตุเป็นเครื่อง
กระทำมิใช่น้อย ด้วยสามารถแห่งอารมณ์ ๓๘ ครั้นเมื่อเป็นเช่นนั้น เทวดาจึง
กล่าวว่า ประชุมชนนี้ยึดถือทิฐิ ๖๒ กลัวแล้วต่ออะไร ดังนี้. บทว่า ภูริปญฺา
แปลว่า มีปัญญาดุจแผ่นดิน ชื่อว่า มีปัญญามาก มีปัญญาหนาแน่น. บทว่า
ปรโลกํ น ภาเย แปลว่า ไม่พึงกลัวปรโลก คือว่า เมื่อไปสู่ปรโลก จาก
โลกนี้ ไม่พึงกลัว. บทว่า ปณิธาย แปลว่า ตั้งไว้แล้ว. บทว่า ฆรมาวสนฺโต
แปลว่า อยู่ครอบครองเรือน อธิบายว่า บุคคลผู้อยู่ครอบครองเรือนที่มีข้าว
และน้ำมาก ดุจชนทั้งหลาย มีอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นต้น. บทว่า สํวิภาคี
แปลว่า มีปกติเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อธิบายว่า เป็นผู้ยังวัตถุแม้อันตนถือเอาเพียง
นิ้วมือ ก็ยังแบ่งด้วยเล็บให้แก่คนอื่นแล้วจึงบริโภค. บทว่า วทญฺญู มีเนื้อ
ความได้กล่าวไว้แล้ว.
บัดนี้ พึงยกองค์ (ส่วนประกอบ) แห่งคาถาขึ้นแสดงต่อไป. จริง
อยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวาจาสุจริต ๔ อย่าง ที่บุคคลศึกษาแล้ว ด้วยคำ
ว่า วาจา นี้ และตรัสมโนสุจริต ๓ ด้วยคำว่า ใจ. ตรัสกายสุจริต ๓ อย่าง
ด้วยคำว่า ด้วยกาย. กุศลกรรมบถ ๑๐ เหล่านี้ ชื่อว่าเป็นองค์ ที่บริสุทธิ์ใน
เบื้องต้น ด้วยประการฉะนี้. ด้วยบทว่า อยู่ครอบครองเรือนที่มีข้าวและน้ำมาก
นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงถือเอาสิ่งที่นำมาเป็นเครื่องบูชาอันสำเร็จแล้วด้วย
การให้. บทว่า ศรัทธา เป็นองค์อันหนึ่ง. บทว่า ผู้อ่อนโยน เป็นองค์
อันหนึ่ง. บทว่า เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นองค์อันหนึ่ง. บทว่า วทญฺญู (ผู้
ทราบถ้อยคำ) เป็นองค์อันหนึ่ง. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ๔ เหล่านี้ หมายเอาองค์ ๔ เหล่านี้.
อีกปริยายหนึ่ง บทว่า วาจา เป็นต้น เป็นองค์ ๓. อนึ่ง ด้วย
บทว่า มีข้าวและน้ำมาก นี้ทรงถือเอาสิ่งที่เขานำมาเป็นเครื่องบูชา. เป็นผู้มี
ศรัทธาเป็นผู้อ่อนโยน มีปกติเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทราบถ้อยคำ ทั้ง ๔ นี้ เป็นองค์
อันหนึ่ง. ชื่อว่านัยที่สองอีกปริยายหนึ่ง คือ บทว่า วาจา หรือว่า ใจ นี้
เป็นองค์หนึ่ง. บทว่า มิได้ทำบาปด้วยกาย อยู่ครอบครองเรือนที่มีข้าว
และน้ำมาก นี้เป็นองค์อันหนึ่ง. บทว่า มีศรัทธา มีความอ่อนโยน เป็น
องค์อันหนึ่ง. บทว่า มีปกติ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทราบถ้อยคำ นี้เป็นองค์
อันหนึ่ง. ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ ชื่อว่า ผู้ดำรงอยู่ในธรรม. ก็
บุคคลนั้น เมื่อไปสู่ปรโลกจึงไม่กลัว ดังนี้.
จบอรรถกถาภีตสูตรที่ ๕

ฟัง อ่าน เรื่องนี้แล้ว รู้สึกอย่างไร ? เชิญ สนทนาธรรมด้านล่างนี้

comments

Got anything to say? Go ahead and leave a comment!