27-029 โคกัณหะ



พระไตรปิฎก


๙. กัณหชาดก
ว่าด้วยโคกัณหะ

(พระศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนาว่า พระตถาคตหาผู้เสมอเหมือนมิได้ทั้งใน
อดีตทั้งในปัจจุบัน จึงตรัสพระคาถานี้ว่า)
{๒๙} [๒๙] ในที่ใด ๆ มีธุระหนัก ในที่ใดหนทางเป็นร่องลึก ขรุขระ
ในเวลานั้นแหละ ชนทั้งหลายจะเทียมโคกัณหะ
โคกัณหะนั้นแหละจะนำธุระอันนั้นไปได้
กัณหชาดกที่ ๙ จบ

บาลี



รออัพเดต

อรรถกถา


๙. อรรถกถากัณหชาดก
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน ทรงปรารภยมกปาฏิ-
หาริย์จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยโต ยโต ครุ ธุรํ ดังนี้.
ยมกปาฏิหาริย์นั้นพร้อมกับการเสด็จลงจากเทวโลก จักมีแจ้งใน
สรภังคชาดก เตรสนิบาต. ก็เนื้อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกระทำยมก-
ปาฏิหาริย์แล้วเสด็จอยู่ในเทวโลก ในวันมหาปวารณา เสด็จลงที่ประตูเมือง
สังกัสสะ แล้วเสด็จเข้าไปยังพระเชตวันมหาวิหารพร้อมด้วยบริวารใหญ่ ภิกษุ
ทั้งหลายประชุมกันในโรงธรรมสภานั่งกล่าวถึงพระคุณของพระศาสดาว่า อาวุโส
ทั้งหลาย ชื่อว่าพระตถาคต มีธุระไม่มีผู้เสมอ คนอื่นชื่อว่าผู้สามารถเพื่อจะนำ
เอาธุระที่พระตถาคตนำไปแล้ว ย่อมไม่มี ครูทั้ง ๖ กล่าวว่า พวกเราเท่านั้น
จักกระทำปาฏิหาริย์ พวกเราเท่านั้นจักกระทำปาฏิหาริย์ แม้ปาฏิหาริย์อย่างหนึ่ง
ก็ไม่ได้ทำ น่าอัศจรรย์ พระศาสดาทรงมีธุระไม่มีผู้เสมอ พระศาสดาเสด็จมา
แล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่อง
อะไรหนอ ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์
นั่งสนทนากันด้วยเรื่องอื่น หามิได้ นั่งสนทนากันด้วยเรื่องพระคุณเฉพาะของ
พระองค์ชื่อเห็นปานนี้. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใคร ๆ จักนำ
ไปซึ่งธุระที่เรานำไปแล้ว ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในกาลก่อน เขาแม้
บังเกิดในกำเนิดเดียรัจฉาน ก็ไม่ได้ใครๆ ผู้มีธุระเสมอกับในแล้วทรงนำอดีต
นิทานมา ดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ ในนครพาราณสี
พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในกำเนิดโค ครั้นในเวลาทียังเป็นลูกโคหนุ่มนั่นแล
เจ้าของทั้งหลายอยู่ในเรือนของหญิงแก่คนหนึ่ง กำหนดค่าเช่าที่อยู่อาศัยจึงได้
ให้ลูกโคนั้น หญิงแก่นั้นปฏิบัติลูกโคหนุ่มนั้นด้วยข้าวยาคูและภัตเป็นต้น ตั้ง
ไว้ในฐานะบุตรให้เติบโตแล้ว ลูกโคนั้น ปรากฏชื่อว่า อัยยิกากาฬกะ. ก็โค
นั้นเจริญวัยแล้ว เป็นผู้มีสีเหมือนดอกอัญชัน เทียวไปกับโคบ้าน ได้เป็นผู้
ถึงพร้อมด้วยศีลและอาจาระ พวกเด็กชาวบ้านนับที่เขาบ้าง ที่หูบ้าง ที่ตอบ้าง
โหนบ้าง จับที่หางเล่นบ้าง ดึงมาบ้าง นั่งบนหลังบ้าง. วันหนึ่ง โคนั้น คิดว่า
มารดาของเรายากจน ตั้งเราไว้ในฐานเป็นบุตร เลี้ยงดูนาโดยลำลาก ถ้ากระไร
เราทำการรับจ้าง ปลดเปลื้องมารดานี้ ให้พ้นจากความยากจน จำเดิมแต่นั้น
โคนั้นเที่ยวทำการรับจ้าง
อยู่มาวันหนึ่ง บุตรพ่อค้าเกวียนคนหนึ่งมีเกวียน ๕๐๐ เล่มไปประจวบ
เอาท่าที่ไม่ราบเรียบ โคทั้งหลายของพ่อค้าเกวียนนั้น ไม่สามารถจะยังเกวียนทั้ง
หลายให้ข้ามขึ้นได้ โคทั้งหลายในเกวียน ๕๐๐ เล่ม ที่เจ้าของเอาแอกมาเทียม
ต่อๆ กัน ก็ไม่ได้อาจเพื่อจะให้เกวียนแม้เล่มเดียวข้ามขึ้นไปได้ ฝ่ายพระ-
โพธิสัตว์กับพวกโคชาวบ้าน เที่ยวไป ณ ที่ใกล้ท่า. ฝ่ายบุตรพ่อค้าเกวียน ก็
เป็นผู้รู้สูตรโค ? เขาใคร่ครวญอยู่ว่า ในระหว่างโคเหล่านี้ โคอุสภอาชาไนย
ผู้สามารถยังเกวียนเหล่านี้ให้ข้ามพ้น มีอยู่หรือหนอ. ได้เห็นพระโพธิสัตว์แล้ว
คิดว่า นี้โคอาชาไนยจักอาจยังเกวียนทั้งหลายของเราให้ข้ามพ้นได้ ใครหนอ
เป็นเจ้าของโคตัวนี้ จึงถามพวกคนเลี้ยงโคว่า ท่านผู้เจริญ ใครหนอเป็น
เจ้าของโคตัวนี้ เราจักเทียมโคนี้ในเกวียนทั้งหลาย เมื่อเกวียนทั้งหลายอัน
โคนี้ให้ข้ามขึ้นได้ จักให้ค่าจ้าง. พวกคนเลี้ยงโคเหล่านั้นกล่าวว่าท่านทั้งหลาย
จงจับมันเทียมเถิด เจ้าของโคตัวนี้ ในที่นี้ ไม่มี. บุตรพ่อค้าเกวียนนั้น จึงเอา
เชือกผูกพระโพธิสัตว์นั้น ที่จมูกแล้วดังไม่ได้อาจแม้จะให้เคลื่อนไหวได้. ได้ยิน
ว่าพระโพธิสัตว์ไม่ได้ไปด้วยคิดว่า เมื่อบอกค่าจ้างเราจักไป. บุตรพ่อค้าเกวียน
รู้ความประสงค์ของพระโพธิสัตว์นั้นจึงกล่าวว่า นาย เมื่อท่านให้เกวียน ๕๐๐
เล่ม ข้ามขึ้นแล้ว เราจักเก็บเกวียนละ ๒ กหาปณะให้เป็นค่าจ้าง แล้วจักให้
๑,๐๐๐ กหาปณะ. ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ได้เดินไปเองทีเดียว ลำดับนั้น
บุรุษทั้งหลายจึงเทียมพระโพธิสัตว์นั้น ที่เกวียนทั้งหลาย. ทีนั้น พระโพธิสัตว์
ยกเกวียนนั้นขึ้นโดยกำลังแรงครั้งเดียวเท่านั้น ให้เกวียนไปตั้งอยู่บนบก ยัง
เกวียนทั้งหมดให้ข้ามขึ้นโดยอุบายนี้ บุตรพ่อค้าเกรียนเก็บกหาปณะหนึ่งต่อ
เกวียนเล่มหนึ่ง ๆ กระทำทรัพย์ ๕๐๐ กหาปณะให้เป็นห่อมีภัณฑะแล้วฝักที่คอ
ของพระโพธิสัตว์นั้น พระโพธิสัตว์นั้นคิดว่า บุตรพ่อค้าเกวียนนี้ไม่ให้ค่าจ้าง
แก่เราตามที่กำหนดไว้ บัดนี้ เราจักไม่ให้บุตรพ่อเกวียนนั้นไป จึงได้ไปยืน
ขวางทางข้างหน้าเกวียนเล่มแรกสุด คนทั้งหลายแม้จะพยายามเพื่อให้หลีกไป
ก็ไม่ได้อาจเพื่อจะให้พระโพธิสัตว์นั้นหลีกไป. บุตรพ่อค้าเกวียนคิดว่า โคนี้
เห็นจะรู้ว่าค่าจ้างของตนหย่อนไป จึงเก็บ ๒ กหาปณะในเกวียนเล่มหนึ่งๆ ผูก
ทรัพย์ ๑,๐๐๐ กหาปณะให้เป็นห่อมีภัณฑะแล้วคล้องที่คอ โดยกล่าวว่า นี้เป็น
ค่าจ้างในการยังเกวียนให้ข้ามขึ้นของท่าน. พระโพธิสัตว์นั้นพาเอาห่อทรัพย์พัน
หนึ่งได้ไปยังสำนักของมารดา พวกเด็กชาวบ้านได้ไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์
ด้วยคิดกันว่า นี่ชื่ออะไรที่คอของโคอัยยิกากาฬกะ. พระโพธิสัตว์นั้นถูกเด็กชาว
บ้านติดตาม จึงหนีไปไกลได้ไปยังสำนักของมารดา. ก็เพราะให้เกวียน ๕๐๐
เล่มข้ามขึ้น จึงปรากฏเป็นผู้เหน็ดเหนื่อยมีตาทั้งสองข้างแดง. ยายเห็นถุงทรัพย์
๑,๐๐๐ ที่คอของพระโพธิสัตว์นั้นจึงกล่าวว่า พ่อ นี้ เจ้าได้มา ณ ที่ไหน แล้ว
ถามพวกเด็กชาวบ้าน ได้ฟังเนื้อความนั้นแล้วจึงกล่าวว่า พ่อ เราต้องการ
เลี้ยงชีวิตด้วยค่าจ้างที่เจ้าได้มาหรือ เพราะเหตุไร เจ้าจึงเสวยทุกข์เห็นปานนี้
จึงให้พระโพธิสัตว์อาบน้ำอุ่น เอาน้ำมันทาทั่วร่างกาย ให้ดื่มน้ำ ให้บริโภค
โภชนะอันเป็นสัปปายะ. ในเวลาสิ้นชีวิต ได้ไปตามยถากรรมพร้อมกับ พระ-
โพธิสัตว์
ฝ่ายพระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นผู้มีธุระไม่
สม่ำเสมอ ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็เป็นผู้มีธุระไม่สม่ำเสมอ
เหมือนกัน ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงสืบต่ออนุสนธิ เป็น
พระผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า
ในที่ใด ๆ มีธุระหนัก ในที่ใดมีร่องทางลุ่มลึก
ในกาลนั้น ชนทั้งหลายย่อมเทียมโคดำที่เดียว โคดำ
นั้นก็นำเอาธุระนั้นไปได้โดยแท้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยโต ยโต ครุ ธุรํ ความว่า ในที่
ใด ๆ มีธุระหนัก คือหยาบ โคพลิพัทอื่น ๆ ไม่อาจยกขึ้นได้. บทว่า
ยโต คมฺภีรวตฺตนี ความว่า ชื่อว่า วตฺตนิ ทาง เพราะเป็นที่ไปของคน.
คาว่า วัตตนิ เป็นชื่อของหนทาง. อธิบายว่า ในที่ใดมีหนทาง ชื่อว่าลึก
เพราะมีน้ำและโคลนมาก หรือเพราะความเป็นทางขรุขระและชัน. ศัพท์ว่า
อสฺสุ ในบทว่า ตทาสฺสุ กณฺหํ ยุญฺชนฺติ นี้ เป็นเพียงนิบาต. อธิบาย
ว่า ในกาลนั้น ย่อมเทียมโคคำ ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ว่า ในกาลใดมีธุระ
หนัก และมีหนทางลึก ในกาลนั้น ชนทั้งหลายจึงเอาโคพลิพัทตัวอื่นออก
ไปแล้ว เทียมโคคำเท่านั้น. ศัพท์ว่า อสฺสุ แม้ในบทว่า สฺวาสฺสุ ตํ วหเต
ธุรํ ก็เป็นศัพท์นิบาตเหมือนกัน. อธิบายว่า โคดำนั้นย่อมนำธุระนั้นไป.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลนั้น
โคดำเท่านั้นนำธุระนั้นไป ดังนี้ ด้วยประการอย่างนี้แล้ว ทรงสืบต่ออนุสนธิ
ประชุมชาดกว่า หญิงแต่ในครั้งนั้น ได้เป็นนางอุบลวรรณา ส่วนโค
อัยยิกากาฬกะได้เป็นเราแล.
จบกัณหชาดกที่ ๙

ฟัง อ่าน เรื่องนี้แล้ว รู้สึกอย่างไร ? เชิญ สนทนาธรรมด้านล่างนี้

comments

Comments are closed.