15-252 รังนก



พระไตรปิฎก


๖. กุลาวกสูตร
ว่าด้วยรังนก
[๘๘๔] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว สงครามระหว่างเทพกับอสูรประชิดกัน
สงครามครั้งนั้นพวกอสูรเป็นฝ่ายชนะ พวกเทพเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ พวกเทพผู้พ่ายแพ้
ต่างพากันหนีไปทางทิศเหนือ พวกอสูรได้ชวนกันไล่ติดตามพวกเทพเหล่านั้นไปทันที
[๘๘๕] ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพได้ตรัสกับมาตลีสังคาหกเทพบุตรด้วยคาถาว่า
มาตลี เธอจงหลีกเลี่ยงรังนกในป่างิ้ว โดยบ่ายหน้ารถกลับ
ถึงเราจะต้องสละชีวิตให้พวกอสูรก็ตามที ขออย่าให้นกเหล่านี้พลัดพรากจากรังเลย
ภิกษุทั้งหลาย มาตลีสังคาหกเทพบุตรรับพระดำรัสของท้าวสักกะจอมเทพว่า
‘ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์’ แล้วให้รถซึ่งเทียมด้วยม้าอาชาไนย ๑,๐๐๐ ตัว
หันกลับ
[๘๘๖] ครั้งนั้น พวกอสูรคิดว่า ‘บัดนี้ รถซึ่งเทียมด้วยม้าอาชาไนย ๑,๐๐๐ ตัว
ของท้าวสักกะจอมเทพหันกลับมาแล้ว พวกเทพคงจักทำสงครามกับพวกอสูร
เป็นครั้งที่ ๒ อีกแน่’ พวกอสูรต่างตกใจหนีกลับเข้าไปยังเมืองอสูร ชัยชนะครั้งนี้
เป็นชัยชนะเพราะธรรมอย่างแท้จริงของท้าวสักกะจอมเทพ ด้วยประการฉะนี้
กุลาวกสูตรที่ ๖ จบ

บาลี



กุลาวกสุตฺต
[๘๘๔] สาวตฺถีนิทาน ฯ ภูตปุพฺพ ภิกฺขเว เทวาสุรสงฺคาโม
สมุปพฺยูโฬฺห อโหสิ ฯ ตสฺมึ โข ปน ภิกฺขเว สงฺคาเม อสุรา
ชินึสุ เทวา ปราชินึสุ ฯ ปราชิตา จ โข ภิกฺขเว เทวา
อปายเสฺวว อุตฺตเรน มุขา อภิยเสฺวว เน อสุรา ฯ
[๘๘๕] อถ โข ภิกฺขเว สกฺโก เทวานมินฺโท มาตลึ สงฺคาหก
คาถาย อชฺฌภาสิ
กุลาวกา มาตลิ สิมฺพลิสฺมึ
อีสามุเขน ปริวชฺชยสฺสุ
กาม จชาม อสุเรสุ ปาณ
มา ยิเม ทิชา วิกุลาวา ๑ อเหสุนฺติ ฯ
เอว ภทฺทนฺตวาติ โข ภิกฺขเว มาตลิ สงฺคาหโก สกฺกสฺส
เทวานมินฺทสฺส ปฏิสฺสุตฺวา สหสฺสยุตฺต อาชฺรถ ปจฺจุทาวตฺเตสิ ฯ
[๘๘๖] อถ โข ภิกฺขเว อสุราน เอตทโหสิ ปจฺจุทาวตฺโต
โขทานิ สกฺกสฺส เทวานมินฺทสฺส สหสฺสยุตฺโต อาชฺรโถ ทุติยมฺปิ
โข เทวา อสุเรหิ สงฺคาเมสฺสนฺตีติ ฯ อสุรา ภีตา อสุรปุรเมว
ปาวิสึสุ ฯ อิติ โข ภิกฺขเว สกฺกสฺส เทวานมินฺทสฺส ธมฺเมเนว
ชโย อโหสีติ ฯ

******************

๑ ม. ยุ. วิกุลาวกา ฯ

อรรถกถา


อรรถกถากุลาวกสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในกุลาวกสูตร ที่ ๖ ต่อไปนี้ :-
บทว่า อชฺฌภาสิ ความว่า ได้ยินว่า เสียงรถ เสียงม้าอาชาไนย
เสียงธง เหมือนเสียงฟ้าผ่ารอบด้านมีแก่ท้าวสักกะผู้บ่ายหน้าเข้าป่าไม้งิ้วนั้น
พวกครุฑผู้มีกำลังในป่างิ้วนั้น ได้ยินเสียงนั้นแล้ว ก็พากันหนี พวกครุฑที่
แก่เฒ่า ที่หมดแรงเพราะโรค และลูกนกที่ยังไม่เกิดขนปีก ไม่อาจจะหนีได้
กลัวตายตกใจร้องกันระเบ็งเซ็งแซ่. ท้าวสักกะได้ยินเสียงนั้นแล้วจึงตรัสถาม
สารถีมาตลีว่า เสียงอะไรพ่อ. สารถีมาตลีกราบทูลว่า ข้าแต่เทวะ พวกครุฑ
ได้ยินเสียงรถของพระองค์ ไม่อาจจะหนีได้จึงร้อง. ท้าวสักกะได้ฟังคำนั้นแล้ว
มีพระทัยประกอบด้วยพระกรุณา จึงตรัส.
บทว่า อีสามุเขน คือ ทางงอนของรถ. รถจะไม่บดขยี้รังนกทาง
งอน ฉันใด ท่านจงหลีกรังนกนั้นด้วยทางงอนรถ ฉันนั้น. เพราะว่า รถที่
เกิดด้วยบุญเป็นปัจจัยมุ่งหน้าไปที่ภูเขาจักรวาลก็ดี ที่ภูเขาสิเนรุก็ดี ย่อมไม่ขัด
ข้อง ย่อมไปด้วยอำนาจการไปในอากาศ. ถ้าจะพึงไปทางป่างิ้วนั้น เมื่อเกวียน
ใหญ่ไปกลางป่างาก็ดี กลางป่าลุหุงก็ดี ป่าทั้งหมดก็ถูกเหยียบย่ำแหลกฉันใด
แม้ป่างิ้วนั้น ก็พึงเป็น ฉันนั้น.
จบอรรถกถกุลาวกสูตรที่ ๖

ฟัง อ่าน เรื่องนี้แล้ว รู้สึกอย่างไร ? เชิญ สนทนาธรรมด้านล่างนี้

comments

Got anything to say? Go ahead and leave a comment!