15-250 ท้าวเวปจิตติ



พระไตรปิฎก


๔. เวปจิตติสูตร
ว่าด้วยท้าวเวปจิตติ
[๘๖๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ
อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ฯลฯ
[๘๖๘] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า
“ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว สงครามระหว่างเทพกับอสูรประชิดกัน
ครั้งนั้น ท้าวเวปจิตติจอมอสูรรับสั่งกับพวกอสูรว่า ‘ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ถ้าเมื่อ
สงครามระหว่างเทพกับอสูรประชิดกัน พวกอสูรพึงชนะ พวกเทพพึงพ่ายแพ้
เพราะเหตุนั้น ท่านทั้งหลายพึงจองจำท้าวสักกะจอมเทพด้วยเครื่องจองจำทั้ง ๕ A
รวมทั้งเครื่องผูกคอ แล้วพึงนำมายังเมืองอสูรในสำนักของเรา’
ฝ่ายท้าวสักกะจอมเทพรับสั่งกับเทพชั้นดาวดึงส์ทั้งหลายว่า ‘ท่านผู้นิรทุกข์
ทั้งหลาย ถ้าเมื่อสงครามระหว่างเทพกับอสูรประชิดกัน พวกเทพพึงชนะ พวกอสูร
พึงพ่ายแพ้ เพราะเหตุนั้น ท่านทั้งหลายพึงจองจำท้าวเวปจิตติจอมอสูร ด้วยเครื่อง
จองจำทั้ง ๕ รวมทั้งเครื่องผูกคอ แล้วพึงนำมายังสภาชื่อสุธรรมา ในสำนักของเรา’
[๘๖๙] สงครามครั้งนั้น พวกเทพชนะ พวกอสูรพ่ายแพ้ ต่อมาเทพชั้นดาวดึงส์ได้
จองจำท้าวเวปจิตติจอมอสูรด้วยเครื่องจองจำทั้ง ๕ รวมทั้งเครื่องผูกคอ แล้วนำมา
ยังสภาชื่อสุธรรมา ในสำนักของท้าวสักกะจอมเทพ ได้ยินว่า ท้าวเวปจิตติจอมอสูร
ถูกจองจำด้วยเครื่องจองจำทั้ง ๕ รวมทั้งเครื่องผูกคอ ได้ด่าบริภาษท้าวสักกะ
จอมเทพ ซึ่งกำลังเสด็จเข้าและออกยังสภาชื่อสุธรรมา ด้วยวาจาหยาบคาย อันมิใช่
วาจาของสัตบุรุษ
[๘๗๐] ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น มาตลีเทพบุตรผู้สงเคราะห์ ได้ทูลถามท้าวสักกะ
จอมเทพด้วยคาถาว่า
ข้าแต่ท้าวสักกมฆวาน
พระองค์ได้ทรงสดับถ้อยคำอันหยาบคาย
ต่อหน้าของท้าวเวปจิตติจอมอสูร
ยังทรงอดทนได้เพราะความกลัว
หรือเพราะไม่มีกำลัง พระเจ้าข้า
[๘๗๑] ท้าวสักกะตรัสตอบว่า
เราอดทนถ้อยคำอันหยาบคาย
ของท้าวเวปจิตติได้เพราะความกลัว
หรือเพราะไม่มีกำลังก็หาไม่
ด้วยว่า วิญญูชนเช่นเราจะพึงโต้ตอบกับคนพาลทำไม
[๘๗๒] มาตลีเทพบุตรกราบทูลว่า
พวกคนพาลพึงทำลายได้ทุกสิ่งทุกอย่าง
ถ้าเราไม่กีดกันไว้เสียก่อน
เพราะฉะนั้น ธีรชนพึงกีดกันพวกคนพาลไว้
ด้วยอาชญาอย่างรุนแรง
[๘๗๓] ท้าวสักกะตรัสว่า
ผู้ใดรู้ว่าคนอื่นโกรธ เป็นผู้มีสติ สงบใจไว้ได้
เราเห็นว่า การสงบใจไว้ได้ของผู้นั้น
เป็นการกีดกันพวกคนพาลไว้ได้
[๘๗๔] มาตลีเทพบุตรกราบทูลว่า
ข้าแต่ท้าววาสวะ ข้าพระองค์เห็นคุณ
และโทษในความอดกลั้นนี้ว่า
เมื่อใด คนพาลย่อมเข้าใจบุคคลนั้นว่า
ผู้นี้ย่อมอดกลั้นต่อเราเพราะความกลัว
เมื่อนั้น คนมีปัญญาทราม ก็ยิ่งข่มขี่ผู้นั้น
เหมือนโคตัวที่มีกำลังข่มขี่โคตัวที่แพ้ให้หนีไป ฉะนั้น
[๘๗๕] ท้าวสักกะตรัสว่า
บุคคลจะเข้าใจว่า คนนี้อดกลั้นต่อเราได้
เพราะความกลัว หรือไม่ก็ตามที
ประโยชน์ทั้งหลายของตนเป็นอย่างยิ่ง
ประโยชน์อื่นที่ยิ่งกว่าขันติไม่มี
บุคคลใดเป็นคนแข็งแรง
อดกลั้นต่อผู้อ่อนแรงกว่าได้
ความอดกลั้นของบุคคลนั้น
บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่าเป็นขันติอย่างยิ่ง
เพราะว่าบุคคลผู้อ่อนแรงจำต้องอดทนอยู่เอง
กำลังของบุคคลใดไม่เข้มแข็ง
บัณฑิตทั้งหลายกล่าวถึงกำลังของบุคคลนั้นว่า ไม่ใช่กำลัง
เพราะว่าไม่มีบุคคลใดกล่าวโต้ตอบบุคคลผู้มีกำลัง
และมีธรรมคุ้มครองแล้ว
ผู้ใดโกรธตอบต่อบุคคลผู้โกรธ
ผู้นั้นย่อมเลวกว่าผู้โกรธ เพราะการโกรธตอบนั้น
บุคคลผู้ไม่โกรธตอบต่อบุคคลผู้โกรธ
ชื่อว่าชนะสงครามที่ชนะได้ยาก
ผู้ใดรู้ว่าผู้อื่นโกรธ เป็นผู้มีสติ สงบใจไว้ได้
ผู้นั้นชื่อว่าประพฤติประโยชน์ของคนทั้ง ๒ ฝ่าย
คือฝ่ายตนและฝ่ายผู้อื่น
เมื่อผู้นั้นรักษาประโยชน์ของคนทั้ง ๒ ฝ่าย
คือฝ่ายตนและฝ่ายผู้อื่น
ชนทั้งหลายผู้ไม่ฉลาดในธรรมย่อมเข้าใจว่าเป็นคนโง่
[๘๗๖] ภิกษุทั้งหลาย ก็ท้าวสักกะจอมเทพนั้นอาศัยผลบุญของพระองค์เป็นอยู่
เสวยราชสมบัติอันมีความเป็นใหญ่ยิ่งด้วยความเป็นใหญ่แห่งเทพชั้นดาวดึงส์ ยังมา
พรรณนาคุณของขันติและโสรัจจะไว้ ก็ข้อที่พวกเธอบวชในธรรมวินัยที่เรากล่าว
ชอบแล้ว เป็นผู้อดทนและสงบเสงี่ยมได้ นี้จะพึงงดงามในธรรมวินัยนี้โดยแท้”
เวปจิตติสูตรที่ ๔ จบ
เชิงอรรถ
A เครื่องจองจำทั้ง ๕ ได้แก่ เครื่องจองจำอวัยวะ ๕ ส่วน คือ มือ ๒ เท้า ๒ ลำคอ ๑ (สํ.ส.อ. ๑/๒๕๐/๓๒๕)

บาลี



เวปจิตฺติสุตฺต
[๘๖๗] เอก สมย ภควา สาวตฺถิย วิหรติ เชตวเน
อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯเปฯ
[๘๖๘] ภควา เอตทโวจ ภูตปุพฺพ ภิกฺขเว เทวาสุรสงฺคาโม
สมุปพฺยูโฬฺห อโหสิ ฯ อถ โข ภิกฺขเว เวปจิตฺติ อสุรินฺโท
อสุเร อามนฺเตสิ สเจ มาริสา เทวาสุรสงฺคาเม ๒ สมุปพฺยูเฬฺห
อสุรา ชิเนยฺยุ เทวา ปราชิเนยฺยุ เยน น สกฺก เทวานมินฺท
กณฺปฺจเมหิ พนฺธเนหิ พนฺธิตฺวา มม สนฺติเก อาเนยฺยาถ
อสุรปุรนฺติ ฯ สกฺโกปิ โข ภิกฺขเว เทวานมินฺโท เทเว ตาวตึเส
อามนฺเตสิ สเจ มาริสา เทวาสุรสงฺคาเม สมุปพฺยูเฬฺห เทวา
ชิเนยฺยุ อสุรา ปราชิเนยฺยุ เยน น เวปจิตฺตึ อสุรินฺท กณฺปฺจเมหิ
พนฺธเนหิ พนฺธิตฺวา มม สนฺติเก อาเนยฺยาถ สุธมฺม สภนฺติ ฯ ตสฺมึ
โข ปน ภิกฺขเว สงฺคาเม เทวา ชินึสุ อสุรา ปราชินึสุ ฯ อถ โข
ภิกฺขเว เทวา ตาวตึสา เวปจิตฺตึ อสุรินฺท กณฺปฺจเมหิ พนฺธเนหิ
พนฺธิตฺวา สกฺกสฺส เทวานมินฺทสฺส สนฺติเก อาเนสุ สุธมฺม สภ ฯ
[๘๖๙] ตตฺร สุท ภิกฺขเว เวปจิตฺติ อสุรินฺโท กณฺปฺจเมหิ
พนฺธเนหิ พนฺโธ สกฺก เทวานมินฺท สุธมฺม สภ ปวิสนฺตฺจ
นิกฺขมนฺตฺจ อสพฺภาหิ ผรุสาหิ วาจาหิ อกฺโกสติ ปริภาสติ ฯ
[๘๗๐] อถ โข ภิกฺขเว มาตลิ สงฺคาหโก สกฺก เทวานมินฺท
คาถาย อชฺฌภาสิ
ภยา นุ มฆวา สกฺก ทุพฺพเลฺยน ๓ ติติกฺขสิ
สุณนฺโต ผรุส วาจ สมฺมุขา เวปจิตฺติโนติ ฯ
[๘๗๑] นาห ภยา น ทุพฺพลฺยา ขมามิ เวปจิตฺติโน
กถฺหิ มาทิโส วิฺู พาเลน ปฏิสยุเชติ ฯ
[๘๗๒] ภิยฺโย พาลา ปภิชฺเชยฺยุ ๒ โน จสฺส ปฏิเสธโก
ตสฺมา ภุเสน ทณฺเฑน ธีโร พาล นิเสธเยติ ฯ
[๘๗๓] เอตเทว อหมฺมฺเ พาลสฺส ปฏิเสธน
ปร สงฺกุปิต ตฺวา โย สโต อุปสมฺมตีติ ฯ
[๘๗๔] เอตเทว ติติกฺขาย วชฺช ปสฺสามิ วาสว
ยทา น มฺติ พาโล ภยา มฺยาย ติติกฺขติ
อชฺฌารูหติ ทุมฺเมโธ โคว ภิยฺโย ปลายินนฺติ ฯ
[๘๗๕] กาม มฺตุ วา มา วา ภยา มฺยาย ติติกฺขติ
สทตฺถปรมา อตฺถา ขนฺตฺยา ภิยฺโย น วิชฺชติ
โย หเว พลวา สนฺโต ทุพฺพลสฺส ติติกฺขติ
ตมาหุ ปรม ขนฺตึ นิจฺจ ขมติ ทุพฺพโล
อพลนฺต พล อาหุ ยสฺส พาลพล พล
พลวสฺส ๔ ธมฺมคุตฺตสฺส ปฏิวตฺตา น วิชฺชติ
ตสฺเสว เตน ปาปิโย โย กุทฺธ ปฏิกุชฺฌติ
กุทฺธ อปฺปฏิกุชฺฌนฺโต สงฺคาม เชติ ทุชฺชย
อุภินฺนมตฺถ จรติ อตฺตโน จ ปรสฺส จ
ปร สงฺกุปิต ตฺวา โย สโต อุปสมฺมติ
อุภินฺน ติกิจฺฉนฺตาน อตฺตโน จ ปรสฺส จ
ชนา มฺนฺติ พาโลติ เย ธมฺมสฺส อโกวิทาติ ฯ
[๘๗๖] โส หิ นาม ภิกฺขเว สกฺโก เทวานมินฺโท สก ปุฺผล
อุปชีวมาโน เทวาน ตาวตึสาน อิสฺสริยาธิปจฺจ รชฺช กาเรนฺโต
ขนฺติโสรจฺจสฺส วณฺณวาที ภวิสฺสติ ฯ อิธ เขฺวต ภิกฺขเว โสเภถ
ย ตุเมฺห เอว สฺวากฺขาเต ธมฺมวินเย ปพฺพชิตา สมานา ขมา จ
ภเวยฺยาถ โสรตา จาติ ฯ

******************

๑ ม. ยุ. เทวาน อสุรสงฺคาเม ฯ
๒ ม. ยุ. ทุพฺพลฺยา โน ฯ ๓ ม. ปกุชฺเฌยฺยุ ฯ ๔ ม. ยุ. พลสฺส ฯ

อรรถกถา


อรรถกถาเวปจิตติสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในเวปจิตติสูตรที่ ๔ ต่อไปนี้ :-
บทว่า เวปจิตฺตํ ความว่า ได้ยินว่า เขาเป็นหัวหน้าของพวกอสูร. บทว่า
เยน สักว่า เป็นนิบาต. บทว่า นํ แปลว่า นั้น . บทว่า กณฺฐปญฺเจเมหิ
ความว่า ที่มัด ๕ แห่ง คือที่มือ ๒ ที่เท้า ๒ และที่คอ ๑ ก็เครื่องมัดนั้นย่อมมา
สู่คลองจักษุ คือ ปิดกั้นอิริยาบถเหมือนใยบัว และเหมือนใยแมลงมุม. ก็ถูก
เขามัดด้วยเครื่องมัดเหล่านั้นไว้ด้วยจิต ก็ย่อมหลุดด้วยจิต. บทว่า อกฺโกสติ
ความว่า เขาย่อมด่าด้วยอักโกสวัตถุ ๑๐ เหล่านั้นว่า เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นพาล
เจ้าเป็นคนหลง เจ้าเป็นอูฐ เจ้าเป็นวัว เจ้าเป็นลา เจ้าเป็นสัตว์นรก เจ้าเป็น
สัตว์ดิรัจฉาน เจ้าไม่มีสุคติ เจ้าหวังแต่ทุคติเท่านั้น. บทว่า ปริภาสติ ความว่า
กล่าวคำเป็นต้นเหล่านี้ ขู่ว่า ดูก่อนเฒ่าสักกะ ท่านจักชนะทุกเวลาไม่ได้
เมื่อใดพวกอสูรจักชนะ. เมื่อนั้นเราจะมัดท่านอย่างนี้บ้าง จักให้นอนที่ประตูของ
แดนอสูรแล้วตี. ท้าวสักกะมีชัยชนะแล้ว ก็ใม่ใส่ใจคำของจอมอสูรนั้น. ก็แล
มีการรับของอย่างใหญ่ท้าวสักกะฉุดที่หัวของจอมอสูรนั้น เข้าไปสู่เทวสภาชื่อ
สุธัมมาและกลับออกมา. บทว่า อชฺฌภาสิ ความว่า มาตลีเทพบุตรพิจารณาว่า
ท้าวสักกะนี้อดทนต่อคำหยาบเหล่านี้ เพราะความกลัวหรือ หรือว่า เพราะเป็น
ผู้ประกอบด้วยอธิวาสนขันติ จึงทูลแล้ว.
บทว่า ทุพฺพเลฺยน แปลว่า ด้วยความอ่อนแอ. บทว่า ปฏิสํยุเช
แปลว่า จะพึงสมคบ คือจะพึงคลุกคลี. บทว่า ปภิชฺเชยฺยุํ แปลว่า จะพึง
ร้าวราน. บาลีว่า ปภุชฺเชยฺยํ บ้าง. บทว่า ปรํ แปลว่า ข้าศึก. บทว่า
โย สโต อุปสมฺมติ ความว่า ผู้ใดมีสติเข้าไประงับ อธิบายว่า เราเข้าไป
ระงับ คือห้ามคนพาลนั้น. บทว่า ยทา นํ มญฺติ ความว่า สำคัญโทษ
นั้น เพราะเหตุใด. บทว่า อชฺฌารูหติ แปลว่า กดขี่. บทว่า โคว ภิยฺโย
ปลายินํ ความว่า พวกวัวย่นดูวัว ๒ ตัวกำลังชนกันในฝูงเพียงที่ตัวหนึ่งยัง
ไม่หนี แต่เมื่อใดตัวหนึ่งหนี เมื่อนั้นพวกวัวทั้งปวง ก็ช่วยกันไล่กวดวัวตัวที่
หนีนั้นยิ่งขึ้น ฉันใด คนโง่ก็ข่มทับผู้อดทน ฉันนั้น. บทว่า สทตฺถปรมา
แปลว่า มีประโยชน์ตนเป็นอย่างยิ่ง. บทว่า ขนฺตฺยา ภิยฺโย น วิชฺชติ
ความว่า ในประโยชน์ที่มีประโยชน์ของตนเป็นอย่างยิ่งนั้น ประโยชน์ที่ยิ่งกว่า
ขันติไม่มี. บทว่า ตมาหุ ปรมํ ขนฺตึ ความว่า ผู้ใดมีกำลังย่อมอดทนได้
ท่านกล่าวขัตินั้นของผู้นั้นว่า เป็นอย่างยิ่ง. กำลังที่เกิดจากความไม่รู้ ชื่อ
กำลังของคนโง่. กำลังของคนโง่นั้น เป็นกำลังของผู้ใด กำลังนั้นไม่เป็นกำลัง
ท่านไม่กล่าว คือ บอกแสดงกำลังนั้นว่า เป็นกำลัง. บทว่า ธมฺมคุตฺตสฺส
ความว่า ผู้อันธรรมรักษาแล้ว หรือผู้รักษาธรรม. บทว่า ปฏิวตฺตา แปลว่า
ผู้กล่าวโต้แย้ง. หรือว่า พึงกล่าวโต้แย้งว่า อย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม. แต่ว่า
ชื่อว่า ผู้สามารถจะยังผู้ตั้งอยู่ในธรรมไม่หวั่นไหวไม่มี. บทว่า ตสฺเสว เตน
ปาปิโย ความว่า ความชั่วของบุคคลนั้นย่อมมี เพราะความโกรธนั้น. ถามว่า
เป็นความชั่วของใคร. ตอบว่า ของคนผู้โกรธตอบบุคคลผู้โกรธ. บทว่า
ติกิจฺฉนฺตานํ เป็นพหุวจนะใช้ในเอกวจนะ. อธิบายว่า รักษาประโยชน์ไว้ได้.
บทว่า ชนา มญฺนฺติ ความว่า ปุถุชนผู้โง่เขลาย่อมสำคัญว่า คนโง่เขลานี้
ย่อมสำคัญบุคคลผู้แก้ไขยังประโยชน์ ทั้ง ๒ ฝ่าย คือของตนและของผู้อื่นเห็น
ปานนี้ ให้สำเร็จ. บทว่า ธมฺมสฺอโกวิทา ความว่า ไม่ฉลาดในอริยสัจ ๔.
บทว่า อิธ แปลว่า ในศาสนานี้. บทว่า โข ตํ เป็นเพียงนิบาต.
จบอรรถกถาเวปจิตติสูตรที่ ๔

ฟัง อ่าน เรื่องนี้แล้ว รู้สึกอย่างไร ? เชิญ สนทนาธรรมด้านล่างนี้

comments

Got anything to say? Go ahead and leave a comment!