15-241 ปุนัพพสุยักษ์



พระไตรปิฎก


๗. ปุนัพพสุสูตร
ว่าด้วยปุนัพพสุยักษ์
[๘๒๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ
อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้ภิกษุ
ทั้งหลายเห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบ
ชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถาอันประกอบด้วยนิพพาน ส่วนภิกษุเหล่านั้นต่าง
ก็ใส่ใจให้สำเร็จประโยชน์ น้อมนึกมาด้วยความเต็มใจ เงี่ยโสตสดับธรรมอยู่
[๘๒๓] ครั้งนั้นนางยักษิณีผู้เป็นมารดาของปุนัพพสุ ปลอบบุตรน้อยอย่างนี้ว่า
ลูกอุตรา เจ้าจงนิ่งเถิด
ลูกปุนัพพสุ เจ้าจงนิ่งเถิด
จนกว่าแม่จะฟังพระธรรมของพระพุทธเจ้า
ผู้ประเสริฐ ผู้เป็นพระศาสดา
พระผู้มีพระภาคตรัสนิพพาน
อันเป็นเครื่องเปลื้องตนจากกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง
เวลาที่ปรารถนาในธรรมนี้จะล่วงเลยแม่ไป
ลูกของตนเป็นที่รักในโลก
สามีของตนเป็นที่รักในโลก
แต่ความปรารถนาในธรรมนี้
เป็นที่รักของแม่ยิ่งกว่าลูกและสามีนั้น
เพราะว่าลูกหรือสามีที่รัก
จะพึงปลดเปลื้องแม่จากทุกข์ไม่ได้
ส่วนการฟังธรรมย่อมปลดเปลื้องสัตว์ทั้งหลายจากทุกข์ได้
เมื่อโลกถูกทุกข์ครอบงำอยู่ ประกอบแล้วด้วยชราและมรณะ
เราต้องการฟังธรรมที่ทำให้ตรัสรู้เพื่อจะพ้นจากชราและมรณะ
ลูกปุนัพพสุ เจ้าจงนิ่งเถิด
[๘๒๔] ปุนัพพสุพูดว่า
แม่ เราจักไม่พูด อุตรานี้ก็จักนิ่ง
ท่านจงใส่ใจถึงธรรมอย่างเดียว
การฟังพระสัทธรรมจงเป็นความสุข
แม่ เราไม่รู้พระสัทธรรม จึงได้เที่ยวไปลำบาก
พระพุทธเจ้าพระองค์นี้เป็นผู้ทำความสว่างให้
แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายผู้ลุ่มหลง
พระองค์เหลือแต่พระสรีระในชาติสุดท้าย
มีพระจักษุ แสดงธรรมอยู่
[๘๒๕] ยักษิณีพูดว่า
น่าชื่นชมนัก บุตรผู้นอนบนอกเป็นคนฉลาด
บุตรของเราย่อมรักใคร่พระธรรมของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ
ปุนัพพสุ เจ้าจงมีความสุขเถิด
วันนี้เราเป็นผู้ก้าวขึ้นไปดีแล้ว A
เราและเจ้าเห็นอริยสัจแล้ว
แม้อุตราก็จงฟังคำของเรา
ปุนัพพสุสูตรที่ ๗ จบ
เชิงอรรถ
A ก้าวขึ้นไปดีแล้ว หมายถึงก้าวขึ้นไปในพระศาสนาดีแล้ว (สํ.ส.อ. ๑/๒๔๑/๒๙๕)

บาลี



ปุนพฺพสุสุตฺต
[๘๒๒] เอก สมย ภควา สาวตฺถิย วิหรติ เชตวเน
อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน ภควา ภิกฺขู
นิพฺพานปฏิสยุตฺตาย ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺเสติ สมาทเปติ
สมุตฺเตเชติ สมฺปหเสติ ฯ เต จ ภิกฺขู อฏฺิกตฺวา มนสิกตฺวา
สพฺพเจตโส สมนฺนาหริตฺวา โอหิตโสตา ธมฺม สุณนฺติ ฯ
[๘๒๓] อถ โข ปุนพฺพสุมาตา ยกฺขินี ปุตฺตก ๑ เอว โตเสสิ
ตุณฺหี อุตฺตริเก โหหิ ตุณฺหี โหหิ ปุนพฺพสุ
ยาวาห พุทฺธเสฏฺสฺส ธมฺม โสสฺสามิ สตฺถุโน
นิพฺพาน ภควา อาห สพฺพคนฺถปฺปโมจน
อติเวลา จ เม โหติ อสฺมึ ธมฺเม ปิยายนา
ปิโย โลเก สโก ปุตฺโต ปิโย โลเก สโก ปติ
ตโต ปิยตร ๒ มยฺห อสฺส ธมฺมสฺส มคฺคนา
น หิ ปุตฺโต ปติ วาปิ ปิโย ทุกฺขา ปโมจเย
ยถา สทฺธมฺมสฺสวน ทุกฺขา โมเจติ ปาณิน
โลเก ทุกฺขปเรตสฺมึ ชรามรณสยุเต
ชรามรณโมกฺขาย ย ธมฺม อภิสมฺพุธ
ต ธมฺม โสตุมิจฺฉามิ ตุณฺหี โหหิ ปุนพฺพสูติ ฯ
[๘๒๔] อมฺม ๓ น พฺยาหริสฺสามิ ตุณฺหีภูตายมุตฺตรา
ธมฺมเมว นิสาเมหิ สทฺธมฺมสฺสวน สุข
สทฺธมฺมสฺส อนฺาย อมฺม ๔ ทุกฺข จรามเส
เอส เทวมนุสฺสาน สมฺมูฬฺหาน ปภงฺกโร
พุทฺโธ อนฺติมสารีโร ธมฺม เทเสติ จกฺขุมาติ ฯ
[๘๒๕] สาธุ โข ปณฺฑิโต นาม ปุตฺโต ชาโต อุเร สโย ๕
ปุตฺโต เม พุทฺธเสฏฺสฺส ธมฺมสุทฺธ ปิยายติ
ปุนพฺพสุ สุขี โหหิ อชฺชาหมฺหิ สมุคฺคตา
ทิฏฺานิ อริยสจฺจานิ อุตฺตราปิ สุณาตุ เมติ ฯ

******************

๑ โป. ม. ยุ. ปุตฺตเก ฯ ๒ ม. ยุ. ปิยตรา ฯ ๓-๔ ม. อมฺมา ฯ ๕ ยุ. เสยฺโย ฯ

อรรถกถา


อรรถกถาปุนัพพสุสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในปุนัพพสุสูตรที่ ๗ ต่อไปนี้.
บทว่า เตน โข ปน สมเยน ได้แก่ สมัยไหน. สมัยดวงอาทิตย์ตก.
ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่มหาชนภายหลัง
เสวยพระกระยาหาร ทรงส่งมหาชนแล้ว สรงสนานในซุ้มลงสรง ประทับนั่ง.
ตรวจดูโลกธาตุทางทิศตะวันออก บนบวรพุทธาสนะที่เขาจัดไว้ในบริเวณพระ-
คันธกุฏี. ครั้งนั้น พวกภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลและบิณฑบาตเป็นวัตร จาริกไป
รูปเดียว หรือสองรูปเป็นต้น ออกจากที่พักกลางวันและที่อยู่ของตน ๆ แล้ว
มาถวายบังคมพระทศพล นั่งประหนึ่งวงอยู่ด้วยม่านแดง. ครั้งนั้น พระศาสดา
ทรงทราบอัธยาศัยของภิกษุเหล่านั้น จึงตรัสธรรมีกถา ประกอบด้วยนิพพาน.
บทว่า เอวํ โตเสสิ ความว่า ได้ยินว่า นางยักษิณีมารดาปุนัพพสุ
นั้น อุ้มธิดา จูงบุตร กำลังแสวงหาอุจจาระ ปัสสาวะ น้ำลายและน้ำมูก
เป็นต้นที่ริมกำแพงและริมคู. หลังพระเชตวัน ไปถึงซุ้มประตูพระเชตวัน
โดยลำดับ. ก็พระสุรเสียงของพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสอยู่ว่า อานนท์ เธอ
นำบาตรมาเถิด นำจีวรมาเถิด จงให้ทานแก่คนกินเดนเถิดดังนี้ แผ่ไปโดยรอบ
ได้ประมาณ ๑๒ ศอกเท่านั้น. ถ้าบริษัท นั่งอยู่ถึงที่สุดจักรวาล พระสุรเสียงของ
พระองค์ ผู้ทรงแสดงธรรมอยู่ ย่อมไปถึงบริษัท ย่อมไม่เลยออกไปภายนอก
บริษัท แม้เพียงองคุลีหนึ่งด้วยพระดำริว่า พระสุรเสียงอันไพเราะ อย่าเสียไป
โดยไม่ใช่เหตุเลย. นางยักษิณีนี้ ยืนอยู่ภายนอกบริษัท จึงไม่ได้ยินเสียงใน
ที่นั้น. เมื่อนางยืนที่ซุ้มพระทวาร ยืนเฉพาะพระพักตร์โดยพุทธวิถีอันใหญ่
พระคันธกุฏีย่อมปรากฏ. นางเห็นบริษัทไม่ไหวติง เว้นการคะนองมือเป็นต้น
ด้วยความเคารพในพระพุทธเจ้า เหมือนเปลวประทีป ในที่ไม่มีลมแล้วคิดว่า
ก็ในที่นี้ จักมีสิ่งของบางสิ่ง แจกแน่ เราจักได้ซึ่งเนยใส น้ำมัน น้ำผึ้งและ
น้ำอ้อยเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่งแน่ ที่ไหลออกอยู่จากบาตรบ้าง จากมือบ้าง
ก็หรือที่ตกแล้วบนพื้น ดังนี้ จึงเข้าไปภายในวิหาร. อารักขเทวดาสิ่งอยู่ที่ซุ้ม
ประตูเพื่อห้ามอวรุทธกยักษ์ เห็นอุปนิสัยของนางยักษิณีแล้วจึงไม่ห้าม.
พระสุรเสียงอันไพเราะตัดผิวเป็นต้นไปจดเยื่อในกระดูกของนางพร้อมกับการไป
โดยความเป็นอันเดียวของบริษัทตั้งอยู่. บุตรน้อยทั้งหลาย เตือนนางยักษิณี
นั้น ผู้ยืนไม่ไหวติงเพื่อฟังธรรม โดยนัยก่อนนั่นแล. นางยักษีนั้นคิดว่า
บุตรน้อยทั้งหลายจะทำอันตรายแก่การฟังธรรมของเรา ดังนี้ จึงปลอบบุตรน้อย
ทั้งหลายอย่างนี้ว่า นิ่งเสียเถิด ลูกอุตรา ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ยาว ความว่า ขอลูกจงนิ่งตลอดเวลา ที่แม่
ฟังธรรมเถิด. บทว่า สพฺพคนฺถปฺปโมจนํ ความว่า กิเลสเครื่องร้อยรัด
ทั้งปวง ย่อมพ้นไป เพราะถึงนิพพาน เพราะฉะนั้น นิพพานนั้น ท่านกล่าวว่า
เป็นที่พ้นไปจากกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง. บทว่า อติเวลา ความว่า ล่วงเวลา
คือเกินประมาณ. บทว่า ปิยายนา ได้แก่ ความแสวงหาคือปรารถนา. บทว่า
ตโต ปิยตรํ ความว่า ความแสวงหา ความปรารถนาธรรมนี้ใด ข้อนี้เป็น
ที่รักของเรากว่าลูกและผัวนั้น. อนึ่งพระบาลีว่า ปิยตรา ดังนี้ก็มี. บทว่า ปาณินํ
ความว่า เหมือนการฟังพระสัทธรรม ย่อมเปลื้องเหล่าสัตว์จากทุกข์ได้. ย่อม
เปลื้องเหล่าสัตว์อะไระ ควรนำบทว่า ปาณินํ มากล่าว. บทว่า ยํ ธมฺมํ
อภิสมฺพุธํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสรู้ธรรมใด. บทว่า ตุณฺหี-
ภูตายมูตฺตรา ความว่า ปุนัพพสุกล่าวว่า ฉันจักไม่พูดเลย แม้อุตตรา
น้องสาวนี้ของฉันก็จักเป็นผู้นิ่ง. บทว่า สทฺธมฺมสฺส อนญฺาย ความว่า
เเม่ เราไม่รู้พระสัทธรรมนี้แล แม้ในกาลก่อน บัดนี้ จึงเสวยทุกข์ มีความหิว
กระหายเป็นต้นนี้ เที่ยวไปลำบาก คืออยู่ลำบาก.
บทว่า จกฺขุมา ได้แก่ มีพระจักษุ ด้วยพระจักษุ ๕. พระผู้มี
พระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงธรรม ทรงกำหนดบริษัท ทรงเห็นอุปนิสัยแห่ง
โสดาปัตติผลของนางยักษิณีนั้น และยักขทารก เปลี่ยนเทศนาแล้ว จึงมาแสดง
เรื่องสัจจะ ๔. นางยักษิณีนั้น ยืนฟังธรรมอยู่ในประเทศนั้นแล กับบุตรตั้ง
อยู่ในโสดาปัตติผล. ส่วนธิดาของนางยักษิณีนั้น ก็มีอุปนิสัย. แต่ไม่อาจจะ
รับเทศนาได้ เพราะเป็นเด็กเกินไป.
บัดนี้ นางยักษิณีนั้น เมื่อจะทำอนุโมทนาแก่บุตร จึงกล่าวคำว่าดีหนอ
ลูกขอว่าเป็นบัณฑิตดังนี้เป็นต้น. บทว่า อชฺชาหมฺหิ สมุคฺคตา ความว่า
แม่เป็นผู้ขึ้นพร้อมแล้ว แต่วันนี้ อีกอย่างหนึ่ง เป็นผู้ย่างพร้อมแล้วในพระ-
ศาสนา แม้เจ้าจงมีความสุขเถิด. บทว่า ทิฏฺฐานิ ความว่า แม่และเจ้าเห็น
อริยสัจ ๔. บทว่า อุตฺตราปิ สุณาตุ เม นางยักษิณีกล่าวว่า ขอแม่อุตตรา
จงยืนฟังสจัจะ ๔ ที่แม่แทงตลอดเถิด. นางยักษีณีนั้น ละภาวะมีฝีและหิดเป็นต้น
ทั้งหมด เหมือนสูจิโลมยักษ์ พร้อมด้วยการแทงตลอดสัจจะนั่นแล จึงกลับได้
ทิพยสมบัติพร้อมด้วยบุตร. เมื่อมารดาและบิดาได้ความเป็นใหญ่ในโลก ความ
เป็นใหญ่นั้น ก็มีแก่บุตรทั้งหลายด้วยชื่อฉันใด ส่วนธิดาของนางได้สมบัติแล้ว
ด้วยอานุภาพของมารดาฉันนั้น. จำเดินแต่นั้น นางกับด้วยบุตรน้อยทั้งหลาย
ได้ต้นไม้เป็นที่อยู่ ณ ต้นไม้ใกล้พระคันธกุฏีแล้ว ได้เฝ้าพระพุทธเจ้า ฟังธรรม
ทั้งเช้าเย็น อยู่จำเพาะในที่นั้นแล ตลอดกาลนาน.
จบอรรถกถาปุนัพพสุสูตรที่ ๗

ฟัง อ่าน เรื่องนี้แล้ว รู้สึกอย่างไร ? เชิญ สนทนาธรรมด้านล่างนี้

comments

Got anything to say? Go ahead and leave a comment!